นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่จัดทำรายละเอียดต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการรวมโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน คาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการสูงถึง 43 ล้านคน
วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 1.4 – 1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ถือครองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 13.2 ล้านคน กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่พร้อมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเพียงสิทธิเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สำหรับเกณฑ์การพิจารณาผู้มีรายได้น้อยนั้น กระทรวงการคลังจะใช้ฐานข้อมูลเดิมและเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้ว คือผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมถึงเกณฑ์ด้านสินทรัพย์อื่นๆ โดยจะมีการทบทวนสิทธิเข้าร่วมโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนยากจนที่เคยตกหล่นสามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ และในขณะเดียวกันก็จะคัดกรองผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการฯ แต่ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้น หรือรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ให้ย้ายไปใช้สิทธิในส่วนของคนละครึ่งแทน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
โครงการไทยช่วยไทยพลัส แบ่งออกเป็น 2 เฟส ดังนี้
เฟส 1: เริ่มใช้จ่าย เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม
– ผู้มีสิทธิฯ ใหม่ จะได้รับวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลสมทบ 60% และผู้ใช้จ่ายออกเอง 40% เป็นระยะเวลา 2 เดือน
– ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ที่เคยได้รับเดือนละ 300 บาท จะได้รับการสมทบจากรัฐบาลเพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับเป็นระยะเวลา 2 เดือนเช่นกัน
เฟส 2: เริ่มใช้จ่าย เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม
– ผู้มีสิทธิฯ ใหม่ จะได้รับวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลสมทบ 60% และผู้ใช้จ่ายออกเอง 40% เป็นระยะเวลา 2 เดือน
– ในเฟสนี้ จะมีการเริ่มใช้ข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ กลุ่มเดิมจะต้องมาลงทะเบียนร่วมโครงการใหม่ เพื่อให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและทบทวนผู้ผ่านเกณฑ์ถือบัตรสวัสดิการอีกครั้ง หลังจากที่มีการลงทะเบียนล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
– ผู้ที่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ ยังคงสามารถลงทะเบียนในเฟส 2 เพื่อรับสิทธิที่รัฐบาลสมทบ 60% และจ่ายเอง 40% ได้
จากกรณี กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ หลังนักธุรกิจหนุ่มวัย 30 ปี ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม โดยอ้างว่าถูกหมอดูชื่อดังในจังหวัดภาคเหนือกระทำอนาจาร ด้วยการขอให้อมอวัยวะเพศเพื่อประกอบพิธีแก้กรรม จนทำให้สังคมพุ่งเป้าไปยังอาจารย์ชื่อดังสาย นิมิตกรรม ผู้เคยให้คำแนะนำด้านความเชื่อแก่ครอบครัวของ เมฆ วินัย ไกรบุตร นักแสดงผู้ล่วงลับ
ล่าสุด วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เอ๋ อรชัญญาช์ ภรรยาของเมฆ วินัย เปิดเผยว่า รู้สึกตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น และติดตามรายละเอียดมาโดยตลอด หากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ก็ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียหาย แต่ในส่วนที่ตนไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ขอไม่ก้าวล่วงแสดงความคิดเห็น
พร้อมกันนี้ยังเผยว่า ได้โทรศัพท์ไปให้กำลังใจ หนุ่ม คงกะพัน เนื่องจากเข้าใจดีว่าในช่วงเวลานั้น ทุกคนเพียงต้องการช่วยเหลือเพื่อนรักที่กำลังเจ็บป่วยอย่างหนัก โดยการรักษาทุกขั้นตอนทำควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่กระทบต่อการรักษาหลัก
สาเหตุที่ครอบครัวเชื่อในอาจารย์คนดัง เนื่องจากการค้นหารายชื่อเจ้ากรรมนายเวรตามนิมิต พบข้อมูลที่ตรงกับบุคคลซึ่งเคยมีตัวตนจริงในอดีต แม้ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ปัจจุบัน การเดินทางไปขออโหสิกรรมตามความเชื่อนี้ ช่วยให้เมฆ วินัย มีสภาพจิตใจดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมานจากอาการคันและแผลพุพอง จนสามารถพักผ่อนได้ดีขึ้นในช่วงหนึ่ง
เอ๋ยืนยันว่า ทุกครั้งที่เข้าพบอาจารย์มีพยานและทีมงานอยู่ด้วยตลอด ไม่เคยมีการพบกันแบบลับ ๆ และคำแนะนำส่วนใหญ่เป็นเพียงการทำบุญไหว้พระตามวิถีพุทธทั่วไป
แม้ยังคงเชื่อในเรื่องนิมิตและการอโหสิกรรม แต่ในส่วนของข้อกล่าวหาที่กำลังเป็นข่าวอยู่ เอ๋ระบุว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม พร้อมฝากถึงประชาชนให้ติดตามข่าวอย่างมีวิจารณญาณ โดยย้ำว่าทุกครั้งที่เผยแพร่ประสบการณ์ดังกล่าว ได้ระบุชัดเจนเสมอว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล และควรรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน
นอกจากนี้ เอ๋ยังเล่าถึงประสบการณ์หลังการจากไปของเมฆ วินัย เมื่อพี่สาวของเธอป่วยเป็นโรคไต อาการทรุดหนักจนมีภาวะน้ำท่วมปอดและต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU ขณะนั้นแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ ครอบครัวจึงตัดสินใจขอคำแนะนำจากอาจารย์คนเดิมอีกครั้ง
แนวทางที่ได้รับคือการทำบุญ เช่น ซ่อมแซมพระพุทธรูป กวาดลานวัด และถวายวัสดุก่อสร้างให้วัด ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ชาวพุทธปฏิบัติกันทั่วไป หลังจากนั้นอาการของพี่สาวก็ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ จนกลายเป็นความสบายใจครั้งสำคัญของครอบครัวในช่วงเวลาที่สิ้นหวังที่สุด
สำหรับกระแสวิจารณ์เรื่องความงมงาย เอ๋มองว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่สำหรับคนที่เคยเผชิญกับความทุกข์จากการเห็นคนที่รักอยู่ในภาวะวิกฤต จะเข้าใจดีว่า หากสิ่งใดเป็นที่พึ่งทางใจได้ ก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนที่รักกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง.

