ความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเริ่มมีความชัดเจน เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส และ ไทยช่วยไทยพลัส ควบคู่กับการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ก่อนจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกันในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ และสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ตามกรอบเวลาที่รัฐบาลได้วางไว้
สำหรับโครงการ คนละครึ่งพลัส และ ไทยช่วยไทยพลัส เบื้องต้นกำหนดเปิดลงทะเบียนเพียง 1 สัปดาห์ ผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง โดยผู้ได้รับสิทธิจะได้รับวงเงินรวม 4,000 บาท ซึ่งจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รูปแบบการใช้จ่ายยังคงเป็นลักษณะร่วมจ่าย โดยรัฐบาลสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านสิทธิ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ในส่วนของ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนใหม่เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติให้เหมาะสมมากขึ้น โดยขั้นตอนเบื้องต้น ผู้ลงทะเบียนสามารถกรอกข้อมูลผ่านแอปเป๋าตัง โดยใช้เพียงชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประชาชน ก่อนรอการตรวจสอบสิทธิจากหน่วยงานภาครัฐ
สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 13.2 ล้านคน จะยังคงได้รับสิทธิอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน อย่างไรก็ตาม รูปแบบการใช้จ่ายจะแตกต่างจากคนละครึ่งพลัส โดยผู้ถือบัตรจะต้องชำระค่าสินค้าเต็มจำนวนเอง และไม่ได้รับการสมทบจากภาครัฐ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า การคัดกรองสิทธิใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน โดยในช่วง 2 เดือนแรก ผู้ถือสิทธิเดิมจะยังได้รับเงินช่วยเหลือก่อน หากมีผู้หลุดจากเกณฑ์ใหม่ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างออกแบบมาตรการรองรับ โดยอาจให้กลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในช่วง 2 เดือนหลัง พร้อมพิจารณาเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงโครงการทั้งสองว่าจะถูกรวมภายใต้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้การช่วยเหลือมีความต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น โดยแหล่งงบประมาณจะมาจากหลายส่วน ทั้งพระราชกำหนดกู้เงิน งบกลางปี 2569 การโอนงบประมาณปี 2569 และงบประมาณปี 2570 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
สรุปไทม์ไลน์ ไทยช่วยไทยพลัส-คนละครึ่งพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
19 พ.ค. 2569: เสนอ ครม. พิจารณาโครงการ
25 พ.ค. 2569: เปิดลงทะเบียนผ่านแอป “เป๋าตัง”
1 มิ.ย. 2569: เริ่มใช้สิทธิ
ประชาชนที่สนใจควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะการตรวจสอบสิทธิและการลงทะเบียนผ่านช่องทางทางการ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการรับสิทธิในรอบนี้
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา (สสจ.) ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา หลังสุ่มตรวจคุณภาพน้ำดื่มและพบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ Salmonella spp. ในผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตราอาโป เลขสารบบอาหาร 30-2-03760-2-0001 ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

จากการตรวจสอบพบว่า น้ำดื่มล็อตที่ตรวจพบปัญหา เป็นน้ำดื่มขนาดบรรจุ 18.9 ลิตร ผลิตเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยร้านไพบูลย์พาณิชย์ ซึ่งผลตรวจวิเคราะห์จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 ยืนยันว่ามีเชื้อปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน จัดเป็นอาหารผิดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต ก่อนพบข้อเท็จจริงว่า ผู้ประกอบการนำน้ำค้างถังที่กรองเก็บไว้จากเครื่อง RO เดิม ซึ่งถูกเก็บไว้นานประมาณ 2-3 เดือน กลับมาใช้ผลิตน้ำดื่มอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยไม่มีการผลิตน้ำใหม่ รวมถึงไม่ได้ทำความสะอาดเครื่องจักรและภาชนะบรรจุให้ถูกสุขลักษณะก่อนนำส่งตรวจ
ต่อมา ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความโปร่งใส พร้อมชี้แจงกรณีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ผลิตน้ำดื่มจริง ไม่ใช่โรงงานแปรรูปยางตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้ยืนยันขอยุติการดำเนินกิจการถาวรแล้ว ส่วนทาง สสจ.นครราชสีมา ได้มีคำสั่งระงับการผลิต พร้อมประสานหน่วยงานท้องถิ่นเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน หากผู้ใดยังมีน้ำดื่มล็อตดังกล่าวอยู่ในครอบครอง ขอให้งดนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

เรียบเรียงโดย มุมข่าว

