ข่าวช็อกจากจีน โปรแกรมเมอร์หนุ่มวัยเพียง 27 ปี ถูกวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4 หลังมีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดฮวบ สาเหตุมาจากพฤติกรรมการกินอาหารย่างแทนมื้อเย็นเป็นประจำต่อเนื่องกว่า 5 ปี จนกลายเป็นบทเรียนราคาแพงเรื่องสุขภาพ
พฤติกรรมการกินก่อนนอนที่อันตราย
หนุ่มจีนรายนี้ ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุชื่อว่า “เสี่ยวจาง” ทำงานสายไอทีและมักกิน อาหารปิ้งย่าง ทุกคืนแทนข้าวเย็น จนในที่สุดต้องเผชิญกับโรคร้ายแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นอุทาหรณ์ให้หลายคนตระหนักถึงอันตรายของการกินอาหารผิดเวลาและผิดประเภท
อาหารที่ควรเลี่ยงก่อนนอน
1. อาหารปิ้งย่าง
การย่างที่อุณหภูมิสูงกว่า 200°C ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งอย่าง เบนโซไพรีน (Benzopyrene) โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ซ้ำบ่อยๆ อาจปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมา ควรลดการกินและเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์อย่างหม้อทอดไร้น้ำมันแทน
2. เนื้อสัตว์แปรรูป
ไส้กรอก แฮม เบคอน มีสาร ไนไตรท์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน สารก่อมะเร็งในกระเพาะอาหาร องค์การวิจัยมะเร็งโลก (IARC) ระบุว่า กินเพียง 50 กรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 18%
3. อาหารรสจัดหรือเผ็ดมาก
อาหารที่มี แคปไซซิน (Capsaicin) สูง หากกินต่อเนื่องอาจทำให้ผนังลำไส้อักเสบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์จนเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง
4. น้ำอัดลมเย็น
ความเย็นทำให้หลอดเลือดลำไส้หดตัว ขณะที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด และอาจทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ
กฎทองดูแลลำไส้ก่อนนอนงดอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้ได้พัก
ดื่มน้ำอุ่น 300 มล. หลังตื่นนอน พร้อมนวดท้องเบาๆ รอบสะดือ
นอนตะแคงซ้าย ลดการไหลย้อนกรดและช่วยระบบย่อยอาหาร
ออกกำลังกายลำไส้ เช่น ท่านอนหงายแล้ว “ปั่นจักรยานอากาศ” เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้
สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้อุจจาระผิดรูป เช่น บางเหมือนดินสอ หรือมีร่องผิดปกติ
พฤติกรรมขับถ่ายเปลี่ยนแปลง สลับท้องผูก-ท้องเสียบ่อย
น้ำหนักลดลงรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
ปวดท้องเวลากลางคืน โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อย
ลำไส้คือตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาว สิ่งที่กินเข้าไปทุกวันมีผลโดยตรงต่อการทำงานของร่างกาย อย่ารอให้ป่วยแล้วค่อยเปลี่ยนพฤติกรรม เพียงเลือกอาหารให้ถูกเวลา หลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยง และให้ลำไส้ได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม ก็สามารถลดโอกาสเกิดโรคร้ายแรงได้
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)

จากที่ อย. เตือนภัยผู้บริโภค หลังพบขบวนการแอบอ้างขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารราคาถูกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมปลอมเอกสารและสวมเลข อย. ของสินค้าอื่น เพื่อเปิดเป็นร้านค้าแบบ Official Store สร้างความน่าเชื่อถือ ล่าสุดสั่งประสานทุกแพลตฟอร์มปิดร้านที่เกี่ยวข้องแล้ว พร้อมย้ำประชาชนตรวจสอบแหล่งจำหน่ายก่อนซื้อทุกครั้ง

วานนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เพจ FDA Thai รายงานว่า ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดเผยว่า ขณะนี้พบกลุ่มมิจฉาชีพนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อ VTEAY MAGNESIUM GLYCINATE + ZINC มาจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในราคาถูกผิดปกติ โดยมีการนำเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ของผลิตภัณฑ์อื่นมาแอบอ้างบนฉลากสินค้า เพื่อหลอกให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นสินค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
จากการตรวจสอบ ยังพบว่าร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าว มีการปลอมเอกสารการอนุญาตผลิตภัณฑ์ และนำมาใช้สมัครเปิดร้านค้าในลักษณะ Official Store บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อ ทำให้ผู้บริโภคอาจหลงเชื่อว่าสินค้าเป็นของแท้และผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐแล้ว
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า ขณะนี้ได้ประสานงานไปยังทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อดำเนินการปิดร้านค้าที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว พร้อมขอความร่วมมือผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารและรายละเอียดสินค้าให้ตรงกับผลิตภัณฑ์จริง เพื่อป้องกันการลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทั้งนี้ อย. แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบแหล่งจำหน่ายและเลข อย. ก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง ผ่านเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือผ่าน Line: @FDAThai รวมถึงแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” หากพบว่าฉลากสินค้าไม่มีภาษาไทย ไม่มีเลข อย. หรือข้อมูลไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาต ขออย่าทดลองใช้หรือบริโภคเด็ดขาด และควรดำเนินการส่งคืนสินค้าผ่านระบบของแพลตฟอร์มเพื่อขอรับเงินคืนทันที
นอกจากนี้ หากพบเบาะแสการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย หรือร้านค้าออนไลน์ต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน อย. 1556 ผ่าน Line: @FDAThai หรืออีเมล 1556@fda.moph.go.th
รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขยายผลตรวจสอบแหล่งจัดเก็บ แหล่งจำหน่าย และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายต่อไป
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านการบริหารภาครัฐ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24 – 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1.ความเชื่อมั่นต่อบทบาทและการทำหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า 68.7% ระบุว่ายังไม่เชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษ โดยในบรรดาหน่วยงานที่ถูกเลือกมากที่สุด คือศาลปกครอง 8.2% และศาลรัฐธรรมนูญ 8.1%
ขณะที่หากแบ่งตามภาค-ทุกภาค ยังไม่เชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษ ยกเว้นภาคเหนือที่เชื่อมั่น ศาลปกครองสูงสุด 26.7% และคนเกือบ 3 ใน 4 กำลังสะท้อนว่ายังไม่ปักใจเชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันแม้บางพื้นที่จะให้ความไว้วางใจต่อฝ่ายตุลาการในระดับสูงกว่าหน่วยงานอื่นที่ระบุชื่อ แต่สัดส่วนดังกล่าวยังไม่สูงพอที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคมในภาพรวม
สำหรับเรื่องคอร์รัปชั่น ขึ้นแท่นเรื่องด่วน คนกว่าครึ่งอยากให้เร่งแก้อย่างจริงจัง ก่อนปฏิรูประบบอื่น อยู่ที่ 60.7% รองลงมา 20.3% อยากให้เร่งนโยบาย ปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยและเป็นดิจิทัล ส่วน 12.0% เปิดทางให้ข้าราชการเกษียณก่อนกำหนดได้ และ 7.0% ไม่ทราบ ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ผลโพลยังระบุว่า ประชาชนชี้ 3 เรื่องด่วนด้านความมั่นคงกัมพูชา มาก่อนฟรีวีซ่า และเกณฑ์ทหาร โดย 40.9% อยากให้รัฐเร่งดำเนินนโยบายเรื่องทบทวนข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาสูงสุด รองลงมา 23.5% อยากให้เร่งนโยบายทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าต่างชาติที่มีปัญหา 18.5% อยากให้เร่งนโยบายปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร และ 17.5% ไม่ทราบ ไม่มีความเห็น
ผลโพลดังกล่าว สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่อาจกำลังรู้สึกว่า อธิปไตยของชาติและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันกำลังถูกคุกคามจากปัจจัยภายนอกที่อาจแฝงตัวมากับนโยบายเปิดประเทศ เช่น กลุ่มทุนสีเทาและมองความมั่นคงในความหมายที่กว้างขึ้นคือ ไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือกองทัพ แต่รวมถึงการจัดการนโยบายที่มีผลต่อความปลอดภัย ความเป็นระเบียบ และความเป็นธรรมในสังคม จึงให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
ผลโพลครั้งนี้ ประชาชนยังให้ความสำคัญสูงกับความน่าเชื่อถือของรัฐ ทั้งในมิติการบริหารภายในและการจัดการประเด็นสาธารณะที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศ โดยด้านการบริหารภาครัฐ ประชาชนยกให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน
ขณะที่ด้านความมั่นคง ประชาชนให้น้ำหนักกับการทบทวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาและมาตรการที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบของสังคม ส่วนในมิติความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ภาพรวมยังสะท้อนภาวะที่ประชาชนจำนวนมาก ยังไม่ปักใจเชื่อมั่น หน่วยงานใดเป็นพิเศษ สะท้อนว่าโจทย์สำคัญในเวลานี้ ไม่ได้มีเพียงการเร่งขับเคลื่อนนโยบาย แต่รวมถึงการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ภาพจาก สถาบันพระปกเกล้า

ภาพจาก สถาบันพระปกเกล้า
เรียบเรียง สยามนิวส์

