ดังเช่นเรื่องราวของคุณแม่คนหนึ่งจากประเทศจีน ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ปกครองคนอื่นๆ ระบุว่า หลังจากได้ส่งลูกสาววัย 3 ขวบเข้าโรงเรียนอนุบาล ในตอนแรกเธอรู้สึกมีความสุขและโล่งใจมากที่ลูกสาว สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งหลังจากกลับจากโรงเรียน ลูกสาวก็จับกางเกงแน่นและพูดซ้ำๆ ว่า หนูฉี่ไม่ได้

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
พฤติกรรมที่แปลกไปของลูกสาว ทำให้ผู้เป็นแม่สับสน เพราะตามปกติลูกสามารถไปเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงไม่ยอมปัสสาวะ จากนั้น เธอตัดสินใจช่วยลูกสาวถอดกางเกงออก สิ่งที่เห็นก็ทำให้ถึงกับร้องไห้ออกมา ปรากฎว่าร่างกายของลูกสาวเต็มไปด้วยทราย และกางเกงของเธอก็สกปรกเอามากๆ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
หลังจากซักถามอยู่ครู่หนึ่ง ลูกสาวถึงยอมเล่าความจริงว่า ครูอนุบาลไม่ยอมดูแลเด็กเล็กๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่ในวัยของพวกเขาอาจจะยังไม่สามารถทำได้ตัวเอง ในทางกลับกันครูถึงกับขู่เด็กๆ ว่า จะถูกตีหากใช้ห้องน้ำในโรงเรียนอนุบาล ดังนั้น ลูกสาวของเธอที่เป็นเพียงเด็กหญิงอายุเพียง 3 ขวบ จึงทำได้แค่แอบวิ่งไปที่พื้นทรายของสนามเด็กเล่นเพื่อปัสสาวะอย่างเงียบๆ
ทั้งนี้ แม้ว่าผู้โพสต์จะไม่ได้บอกถึงบทสรุปของเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น แต่ก็บอกได้เลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนได้ว่า ผู้ปกครองต้องใส่ใจและพิจารณาทุกพฤติกรรมของเด็กๆ อย่างรอบคอบเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกของพวกคุณสามารถเติบโตอย่างมีสุขภาพที่ดี ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และเอาใจใส่ ไม่รู้สึกว่าการเรียนรู้เป็นภาระมากกว่าความสุข


ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา
ขอบคุณข้อมูล
เรียกได้ว่า กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ หลัง หนิง ปณิตา ออกมาเล่าประสบการณ์ไม่สบายใจเกี่ยวกับการใช้บริการไรเดอร์ส่งของถึงบ้าน

โดย เจ้าตัว เผยว่า ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ต้องเตือนคนในบ้านเอง และเตือนทุกคนด้วยว่า มีเรื่องอย่างนี้ และอยากให้ช่วยติดต่อกลับ เพื่อชี้แจงเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของลูกค้าค่ะ หนิง เรียกบริการแอพไปรับของ ทางแอพ มีการแจ้งเพิ่มเรื่องค่าทางด่วน ซึ่ง หนิง ก็แจ้งกลับไปว่า สามารถแจ้งแม่บ้านได้เลย เมื่อถึงบ้านบอกเขาแล้ว (แต่ตัวเองไม่ได้บอกว่า ใครจะมาส่งบอกแค่เอาตังค่าทางด่วนให้เขา) แต่เมื่อพนักงานมาส่งของ มีการคุยกับแม่บ้านว่า บ้านคุณหนิงสวยมาก ขอเข้าไปดูได้ไหม (รู้ได้งัย)

จากการบอกกล่าวจากแม่บ้าน และ คนในบ้านที่เห็น คือ แต่งตัวดีมาก เหมือนเพื่อนเลย คำถามคือ โดยปกติ พนักงานส่งของ ควรมีสิทธิ์ หรือ ความเหมาะสมในการขอเข้าพื้นที่ภายในบ้านลูกค้าหรือไม่ เขาชวนคุยเรื่องบ้านสวย และ บอกหนิง ให้เอาค่าทางด่วนให้ด้วย บวกกับการแต่งตัวดีมากๆ (จากที่ดูในกล้อง)

ทำให้แม่บ้าน เข้าใจว่า อาจเป็นคนรู้จักกัน จึงเกิดจังหวะที่เขาเดินตามเข้ามาภายในพื้นที่บ้าน ตามมาเอาค่าทางด่วน คนในบ้านก็เห็น และยืนยันว่า แต่งตัวดี จนหนิงถึงบ้าน ก็ได้ร้บการบอกจากเลขาว่า เพื่อนพี่เอาของมาส่ง ถึงได้ทราบว่า เป็นพนักงานจากแอพดังกล่าว และจากภาพกล้องวงจรปิด ยังมีพฤติกรรมคล้ายมีการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพ หรือ วิดีโอ

ซึ่งหนิงได้บันทึกภาพจาก CCTV เก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ประเด็นนี้ อาจดูเล็กสำหรับบางคน แต่สำหรับบางครอบครัว ความรู้สึก ไม่ปลอดภัย ไม่ควรถูกมองข้าม วันนี้ ไม่ได้ต้องการดราม่า ไม่ได้ต้องการให้ใครถูกโจมตี แต่อยากตั้งคำถามตรงๆ ว่า พนักงานสามารถขอเข้าพื้นที่บ้านลูกค้าได้หรือไม่ หากมีการถ่าย หรือ วิดีโอภายในบ้านลูกค้า ถือว่า ผิดมาตรฐานหรือไม่ และบริษัทมีมาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างไร เพราะเรื่องแบบนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับบ้านไหน ความรู้สึกคงไม่ใช่แค่ ไม่สบายใจ อยากให้ทางบริษัทที่ดูแลแอพดังกล่าว ช่วยตรวจสอบ และ ติดต่อกลับ เพื่อชี้แจงโดยด่วนค่ะ ความปลอดภัยของลูกค้า ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า โชคดีที่ยังไม่เกิดอะไร แต่ควรเป็นมาตรฐานที่ทุกคนมั่นใจได้ตั้งแต่แรก

ในส่วนของแม่บ้าน เห็นคุณเขาแต่งตัวดีมาก ดูจากกล้องละ มากจริงๆ และมีการชวนแม่บ้านคุย ทางแม่บ้านก็เกรงว่า เป็นคนรู้จัก ซึ่ง เธอ เดินตามเข้ามา คนในบ้านก็เห็น และ ยืนยันว่า แต่งตัวดี คนในบ้านก็เหวอ ใช่อาจจะเป็นความประมาทของแม่บ้าน แต่แกเห็นจากการแต่งตัว และ การคุยเลยทำให้เข้าใจว่า อาจรู้จักกัน จน หนิง ถึงบ้านคนในบ้านที่ไม่ใช่แม่บ้านบอกว่า มีเพื่อนมาส่งของให้ จึงได้บอกไปว่า ไม่ใช่ เขาถึงตกใจว่า เดินเข้ามา หลายคนคอมเมนต์บอกว่า ต้องโทษแม่บ้าน แม่บ้านไม่สมควรให้เข้าบ้าน ด้าน หนิง ก็แจงต่อว่า เขาคุยทำให้แม่บ้านเข้าใจว่ารู้จัก นั่นเองค่ะ
ภาพ จาก ningpanita
เรีบบเรียงโดย news.in.th
