เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า หลังจากที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 14 พ.ค.นี้ จะต้องเข้าไปที่ประชุมรัฐสภา รวมถึงจะต้องตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ส่วนจะนำเงินจากการกู้เงินมาใช้จำนวนเท่าใดขอดูรายละเอียดก่อน แต่ยืนยันว่าโครงการไทยช่วยถ่ายพลัสมีแน่ ส่วนแหล่งเงินจะมาจากที่ใดกระทรวงการคลัง จะเป็นผู้พิจารณา
เมื่อถามถึงความชัดเจนสิทธิ์ของประชาชนในโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีจำนวนเท่าใดนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ภาพรวมผู้ได้สิทธิ์ปกติ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากการดูงบประมาณในเบื้องต้น คาดว่าอยู่ที่ 30 ล้านสิทธิ์ แต่ต้องดูงบประมาณก่อน
ส่วนตัวมองว่าจำนวน 30 ล้านสิทธิน่าจะเพียงพอ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำมาสามารถทำได้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ์ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่จะได้ใช้สิทธิ์ จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปีหรือไม่ ขอพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อน
เมื่อถามว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนกลุ่มผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ได้เมื่อใดนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า คิดว่าจะทำพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพ.ค.
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคมตามนโยบายของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยล่าสุดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้มีประกาศหลักเกณฑ์ การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็น ที่พึ่ง ให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
โดยผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ อาทิ อายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มีความประพฤติเหมาะสม มีที่อยู่อาศัยและความพร้อมในการดูแล รวมถึงไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และสามารถทุ่มเทเวลาเอาใจใส่ผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ รัฐบาลสนับสนุนค่าตอบแทนจำนวน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมจัดนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้สนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ต่างจังหวัดสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองต่าง ๆ ของรัฐ
ทั้งนี้ พม. ยังเปิดสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก พรรคเพื่อไทย

