ฟังข่าวนี้
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนอากาศแปรปรวนทั่วประเทศไทย ฉบับที่ 4 ระบุหลายพื้นที่เตรียมรับมือฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง มีผลกระทบต่อเนื่องถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังฝนหนักจากอิทธิพลลมตะวันออกกำลังแรง

โดยระบุว่า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง หลังจากนั้นอากาศจะคลายความร้อนลง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน
ขณะที่ภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักบางแห่ง
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง หลีกเลี่ยงอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากจากฝนตกสะสม ส่วนเกษตรกรควรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตและสัตว์เลี้ยง พร้อมดูแลสุขภาพในช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง
ภาคเหนือ จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ และอุดรธานี
ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
ส่วนจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงปานกลาง
ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พะเยา และแพร่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองบัวลำภู สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
ภาคตะวันออก จังหวัดสระแก้ว จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ จังหวัดชุมพร และสุราษฎร์ธานี
ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ระวังอันตรายจากลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำที่อาจได้รับผลกระทบได้ง่าย
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผลไม้เป็นแหล่งวิตามินและใยอาหารที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ว่าผลไม้ทุกลูกบนแผงจะปลอดภัยเหมือนกันทั้งหมด บางลูกแม้จะดูสด น่ากิน หรือมีขนาดใหญ่ แต่ก็อาจแฝงความเสี่ยงเอาไว้ หรือบางลูกอาจมีร่องรอยสีสันซีดหมอง หรือมีเชื้อรานิดหน่อยแล้วนำมาขายถูก ๆ ซึ่งท้ายที่สุดอาจต้องแลกด้วยสุขภาพ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ 3 ชนิดนี้จะดีกว่า เพื่อไม่ให้เผลอกลืน ต้นตอมะเร็ง เข้าไปโดยไม่รู้ตัวผลไม้สดปลอดสาร ผักและผลไม้ผักและผลไม้
1 ผลไม้ที่ขึ้นรา แม้จะขึ้นเพียงเล็กน้อย


ผลไม้ที่ขึ้นรามีสารก่อมะเร็ง (ภาพประกอบ)
หลายคนมีนิสัยปอกทิ้งเฉพาะส่วนที่ขึ้นราแล้วกินส่วนที่เหลือเพื่อประหยัด อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า เชื้อราบนผลไม้อาจสร้างสารอะฟลาทอกซินได้ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ที่ IARC (สำนักวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ) ยืนยันว่ามีศักยภาพสูงในการก่อมะเร็งตับ
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (สหรัฐฯ) พบว่า เส้นใยของเชื้อราและสารพิษอะฟลาทอกซินมีคุณสมบัติแพร่กระจายได้รวดเร็วในของเหลวภายในเซลล์ และสามารถลุกลามไปทั่วทั้งผลได้ แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นก็ตาม การสะสมอะฟลาทอกซินเป็นเวลานานจะทำลายเซลล์ตับและก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่อันตราย
ดังนั้น เมื่อผลไม้มีสัญญาณของเชื้อรา แม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็ควรทิ้งให้หมดอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องสุขภาพของครอบครัว
2 ผลไม้ที่มีรูปร่างผิดปกติและขนาดไม่ธรรมดา

ไม่ควรกินผลไม้ที่มีขนาดผิดปกติหรือรูปร่างบิดเบี้ยว (ภาพประกอบ)
ผลไม้ที่มีขนาดใหญ่เกินไป รูปร่างบิดเบี้ยว หรือมีสีสันผิดแปลก อาจเป็นสัญญาณของการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในกระบวนการเพาะปลูก ตามรายงานด้านความปลอดภัยอาหารของ EFSA (สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป) การแทรกแซงด้วยสารเคมีมากเกินไปไม่เพียงทำให้โภชนาการเสียสมดุล แต่ยังอาจทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายเอาไว้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Hazardous Materials ระบุว่า สารเคมีตกค้างที่ไม่ถูกควบคุมสามารถรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ และสร้างความเสียหายโดยตรงต่อดีเอ็นเอของเซลล์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อตัวของเนื้องอกชนิดร้ายแรง
แทนที่จะเลือกผลไม้ที่มี รูปลักษณ์แปลกตา ควรให้ความสำคัญกับผลไม้ที่มีรูปร่างตามธรรมชาติของสายพันธุ์ จะปลอดภัยต่อ ตับ และ ไต มากกว่า
3 ผลไม้ที่ถูกบ่มให้สุกด้วยสารเคมี

ไม่ควรกินผลไม้ที่อยู่นอกฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ไม่ได้แช่แข็ง (ภาพประกอบ)
เพื่อให้มีผลไม้วางขายนอกฤดูกาลหรือขนส่งไปไกล บางชนิดมักถูกบ่มให้สุกแบบเร่งรัดด้วยสารเคมีอุตสาหกรรม เช่น “ดินประสิว” หรือแคลเซียมคาร์ไบด์ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Food Science and Technology เตือนว่า เมื่อแคลเซียมคาร์ไบด์ทำปฏิกิริยา มักปนเปื้อนสิ่งเจือปนที่เป็นพิษอย่างสารหนูและฟอสฟอรัสอาหาร อาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
กระบวนการบ่มสุกแบบเร่งรัดนี้ไม่เพียงทำให้ธาตุเหล็กและวิตามินตามธรรมชาติลดลง แต่ยังสร้างภาระการขับสารพิษอย่างหนักให้กับไต การบริโภคผลไม้ที่มีสารเร่งสุกตกค้างและไม่ทราบแหล่งที่มา อาจทำให้เซลล์ถูกทำลาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาของเซลล์ร้ายแรงเมื่อเวลาผ่านไป
การเลือกผลไม้ตามฤดูกาลที่สุกตามธรรมชาติ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องร่างกายจากปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติมักมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอม และปลอดภัยกว่า แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรก็ตาม

ข้อมูล soha

