หลังจากที่ร่างกายของเราได้พักผ่อนจากการนอนหลับยาวนานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะขาดน้ำโดยธรรมชาติ เนื่องจากไม่มีการรับน้ำเข้าสู่ร่างกายตลอดช่วงเวลาดังกล่าว การดื่มน้ำทันทีหลังจากที่เราตื่นนอน จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยในการ ‘รีสตาร์ท’ ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง เปรียบเสมือนการเติมพลังงานและปรับสมดุลน้ำในร่างกายให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีความพร้อมและสดชื่นสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทำไมต้องดื่มน้ำแก้วแรกของวัน?
-กระตุ้นการไหลเวียนเลือด: เมื่อร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานาน เลือดจะมีความหนืดและไหลเวียนช้าลง การดื่มน้ำจะช่วยให้เลือดเจือจางและสูบฉีดได้ดีขึ้น
-ดีท็อกซ์ลำไส้: น้ำจะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวและป้องกันอาการท้องผูก
-ลดภาระให้ไต: น้ำช่วยในการขับของเสียผ่านทางปัสสาวะ ลดการสะสมของตะกอนและลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต
-เร่งระบบเผาผลาญ: งานวิจัยระบุว่าการดื่มน้ำตอนเช้าช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักและช่วยให้อายุยืนยาว

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดื่มน้ำตอนเช้า
-ไม่ควรดื่มน้ำเกลือ: หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำผสมเกลือช่วยดีท็อกซ์ แต่จริงๆ แล้วอาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดสูงเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความดันโลหิต โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ความดันมักจะสูงอยู่แล้ว
-ระวังน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง: แม้จะได้วิตามินซีแต่หากดื่มตอนท้องว่างในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ส่วนน้ำผึ้งหากใช้มากเกินไปจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลและพลังงานเกินจำเป็น
-น้ำเปล่าดีที่สุด: ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า “น้ำเปล่า” คือทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับร่างกายหลังตื่นนอน

วิธีดื่มน้ำที่ถูกต้อง (The Golden Rules)
-อุณหภูมิที่เหมาะสม: ควรดื่ม “น้ำอุ่น” หรือน้ำอุณหภูมิห้อง เพราะน้ำเย็นจัดอาจทำให้กระเพาะอาหารหดเกร็ง ส่วนน้ำร้อนเกินไปอาจลวกเยื่อบุทางเดินอาหารได้
-ปริมาณที่พอดี: ดื่มประมาณ 200-300 มิลลิลิตร โดยใช้วิธี “จิบทีละนิด” ไม่ควรดื่มรวดเดียวหมดเพราะจะสร้างภาระให้หัวใจและระบบหมุนเวียนเลือด
-ช่วงเวลาทอง: ทันทีหลังตื่นนอน หรือก่อนมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที คือช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการน้ำมากที่สุด

หากดื่มน้ำแล้วมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์
การดื่มน้ำยังสามารถสะท้อนปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ได้ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้แนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์
-มีอาการบวม: บวมที่หน้า มือ หรือเท้าหลังดื่มน้ำ อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ไต หรือตับ
-ปวดท้อง/แน่นท้อง: อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหารหรือการเคลื่อนตัวของลำไส้
-ปัสสาวะผิดปกติ: เช่น ปัสสาวะบ่อยแต่ดื่มน้ำน้อย (เสี่ยงเบาหวาน) หรือดื่มน้ำมากแต่ปัสสาวะน้อย (เสี่ยงโรคไต/นิ่ว) รวมถึงปัสสาวะมีฟองหรือขุ่นผิดปกติ
-หิวน้ำตลอดเวลา: ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่หายหิว อาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือภาวะปากแห้งผิดปกติ
มวลอากาศเย็นได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้ และทะเลจีนใต้ ส่งผลทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย และดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด โดยหลีกเลี่ยงการทำงานหรือการประกอบกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานาน
สำหรับภาคใต้มีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน
ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนบริเวณภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียงมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร
ออกประกาศ 17 เมษายน 2569
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย
18:00 น. วันนี้ ถึง 18:00 น. วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ
อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 38-43 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 5-15 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-42 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.
ภาคกลาง
อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 39-42 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.
ภาคตะวันออก
อากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร
กรุงเทพและปริมณฑล
อากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 27-29 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-40 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

