วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดูแลกลุ่มเปราะบางในสังคมตามนโยบายของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยล่าสุดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้มีประกาศหลักเกณฑ์ การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแบบครอบครัวอุปการะ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็น ที่พึ่ง ให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
โดยผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติ อาทิ อายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง มีความประพฤติเหมาะสม มีที่อยู่อาศัยและความพร้อมในการดูแล รวมถึงไม่มีพฤติกรรมรุนแรง และสามารถทุ่มเทเวลาเอาใจใส่ผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของสิทธิประโยชน์ รัฐบาลสนับสนุนค่าตอบแทนจำนวน 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมจัดนักสังคมสงเคราะห์ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเป็นประจำทุกเดือน รวมถึงให้คำปรึกษาและช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้สนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ต่างจังหวัดสามารถติดต่อสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานคุ้มครองต่าง ๆ ของรัฐ
ทั้งนี้ พม. ยังเปิดสายด่วน 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่เข้มแข็ง และลดความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าส ที่วัดบุญชื่นชู ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี พระครูปทุมปุญโญภาส เจ้าอาวาสวัดบุญชื่นชู พร้อมด้วย พระครูประทีป ธรรมโร เจ้าอาวาสวัดดาวเรือง นายเสนีย์ มูลขำ อดีตสจนายนคร คันธุอุลิส อายุ 69 ปี นายยุทธพล ธรรมรูปา ผู้ใหญ่อ๊อฟ นายเสนีย์ มูลขำ อดีตสจ. นายวรพจน์ จิตตะธัม อายุ 43 ปี ช่างหล่อ และคณะกรรมการวัด ได้มีการประชุมร่วมกัน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องพระเกศทองคำ หลังจากที่สำนักพุทธศาสนา ได้มีความเห็นให้ผ่าพิสูจน์ โดยหลังจากที่มีการประชุมหลายฝ่ายแล้ว มีข้อตกลงกันว่า ต้องการผ่าพิสูจน์ เพื่ออยากจะรู้ว่าทองคำที่อยู่ด้านในมีหรือเปล่า

จากนั้น นายวรพจน์ จิตตะธัม อายุ 43 ปี ช่างหล่อ ได้ทำการผ่าพระเกศ โดยทำการผ่าตามแนวขวาง โดยใช้เวลาผ่าประมาณ 3 นาที ซึ่งหลังจากเปิดออก นายวรพจน์ ดีใจจนหงายหลัง พอพบว่ามีชิ้นส่วนทองอยู่ข้างใน ที่หล่อติดอยู่กับปูน โผล่ขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นจึงได้ใช้อุปกรณ์เพื่อที่จะทุบเอาปูนออก จนกระทั่งเมื่อทุบปูนออกจนหมดจึงพบเนื้อทองอยู่ที่บริเวณปลายของพระเกศ

นายวรพจน์ หรือ ช่างโต้ง กล่าวทั้งน้ำตาว่า ผมนั่งดูพระเกศ ตามสื่อต่างๆ ที่เอามาลงไว้ ผมสังเกตทุกอย่างทุกรอยทุกรายละเอียด ผมดูจนผมจะบ้า เพราะว่าผมไม่รู้เลย 10 ปีที่ผ่านมา ใครจะเอาพระเกศนี้ไปทำอะไรบ้าง 10 ปี พระเกศไม่ได้อยู่กับผม แต่ผมต้องมารับผิดชอบ ว่ามีทองอยู่ ถ้าไม่อยู่ก็ติดคุก ลูกเต้าจะอยู่ยังไง แล้วผมต้องมาผ่า ทุกคนบอกว่าต้องอยู่ แต่ผมคิดว่ายังไงก็อยู่ ผมนั่งมองทุกวันว่ามันใช่อันเดิมไหม เพราะว่าเกศ ผมทำไปเป็น 100 เป็น 1000 อัน แต่ผมก็สังเกตว่า รอยนี้คืออะไรรอยนี้เป็นอะไรจนผมมั่นใจ ว่าใช่อันเดิม และต้องมีทองข้างใน

ทางด้าน พระครูปทุมปุญโญภาส เจ้าอาวาสวัดบุญชื่นชู กล่าวว่า อาตมาก็มั่นใจตามที่ช่างโต้งบอกไว้ แต่อาตมาแค่เสียความรู้สึกมากเลย ว่าของสูงเหมือนเราลบหลู่ท่าน เราก็อยากจะทำแบบนั้น และอาตมาก็ไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น อาตมาสร้างวัดหมดไปเป็นร้อยล้าน เงินแค่นี้ก็ขอให้เข้าใจอาตมาด้วย แต่ร้านที่ไปสแกนแบบนี้ ทำให้เสื่อมเสีย ก็อยากให้ทางร้านออกมาขอโทษหรือเข้ามาพบกับอาตมาก็ได้ เพราะข่าวที่ออกไปทำให้ชื่อเสียงของวัดเสียหาย

ในส่วนของทอง ก็จะให้ร้านทองนำเครื่องมือมาเพื่อเอาทองออกมา แล้วก็จะมาตกลงกันอีกครั้งว่าทำอย่างไร แต่ในส่วนของพระเกศ ช่างโต้ง ได้บอกว่าจะสร้างอันใหม่ให้ ซึ่งในส่วนนี้เราก็จะต้องคุยรายละเอียดกันอีกว่าดำเนินการยังไงต่อไป อาตมาอยากจะบอกให้สื่อและคนที่เอาไปลงให้เข้าใจ ว่าหลวงพ่อไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นเลย ด้วยความสัตย์จริง โดยหลวงพ่อตั้งใจไว้ว่าจะสร้างวัดนี้ให้สำเร็จ มีแต่ความประสงค์ดีไม่มีความประสงค์ร้ายเลย


ผู้สื่อข่าวจังหวัดปทุมธานี รายงาน

