ทำเอาแฟนเพลงต่างเป็นห่วงตาม ๆ กัน หลัง “กานต์ วิภากร” โพสต์ภาพแขนของ “เสก โลโซ” ที่อยู่ ๆ ก็มีผื่นแดงและตุ่มใสขึ้นเต็มแขนแบบไม่ทันตั้งตัว งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกอาการกังวลหนัก เพราะไม่เคยเป็นมาก่อน โดย กานต์ ได้โพสต์ถามชาวเน็ตผ่านเฟซบุ๊กแบบด่วน ๆ ว่า

“ เพื่อนๆ ตอบหน่อยนะคะ เมื่อวานเป็นผื่นไม่มีตุ่มใส วันนี้มีตุ่มใสขึ้น อยากทราบว่า เป็นอะไรคะ แล้วอันตรายหรือเปล่า ใช่งูสวัดหรือเปล่า หรือเริม วานผู้รู้ช่วยบอกที ขอบคุณค่ะ ”
“ แขนของพี่เสกโลโซ เราและพี่เสกไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ก็เลยค่อนข้างกังวลมาก แกเป็นเมื่อวานนี้แล้ววันนี้วันที่2 ก็ให้คนไปซื้อยากิน ยาทา แล้วก็น้ำเกลือ ล้างทำความสะอาด และทำแผลให้เค้า แต่ทางเรือนจำก็มาดูแล เอายามาให้เหมือนกัน พี่เสกยิ่งเป็นคนดื้อ ไม่ค่อยดูแลสุขภาพเท่าไหร่ เมื่อวานเรา ยังต้องดุ บังคับที่เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่รู้จะทำไง ”

หลังโพสต์ถูกแชร์ออกไป แฟนคลับแห่คอมเมนต์ส่งกำลังใจกันรัว ๆ หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาการดูคล้าย “งูสวัด” พร้อมแนะนำให้รีบรักษา เพราะถ้าปล่อยไว้อาจปวดแสบปวดร้อนหนักกว่าเดิม
ด้าน “นายแพทย์สมาธิ นิชานนท์” สมาชิกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ก็เข้ามาให้ความรู้แบบละเอียด
พี่เสก แสบร้อน ปวดมากไหมครับท่านพี่เสกอาจเป็นงูสวัดได้ครับ ลองปรึกษา แพทย์พยาบาล ที่ดูแลครับ อาจต้องรีบทานยาต้านไวรัส Acyclovir 800 mg ทาน วันละ 5 เวลา ทุก 4 ชั่วโมง (6.00 น.,10.00 น.14.00 น. 18.00 น. 22.00 น) หรือ Valacyclovir 500 mg 2 เม็ด วันละ 3 เวลา (ทานยาตัวไหนก็ได้ ตัวเดียวนะครับ. Valacyclovir จะออกฤทธิ์ดีกว่า ทานน้อยเวลากว่า แต่ Acyclovir จะหาง่ายกว่าตามร้านขายยามี) ควรทานยาภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังตุ่มขึ้น ทาน 7-10 วัน ควรดื่มน้ำมากๆ แผลจะหายเร็วและเพื่อป้องกันอาการปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด ซึ่งอาจปวดมากหลายเดือนได้ครับ ถ้าปวดมาก อาจทานยาแก้ปวด Paracetamol หรือ ibuprofen (เวลาปวดแรง) พร้อมยาลดปวดเส้นประสาท เช่น Gabapentin 300 mg เช้า เย็น จะลดปวดได้ดี ขอให้พี่เสกนอนพักผ่อนมากๆ คิดถึงพี่เสกเสมอครับ


ขอบคุณ Wiphakorn Karn Sookpimay
ชายคนแรกในโลกที่ตั้งใจ “แช่แข็ง” รอวันถูกฟื้นคืนชีพ 24 ปีต่อมานักวิทยาศาสตร์ตกตะลึงเมื่อเปิดถังไนโตรเจน
มีการทดลองชนิดหนึ่งที่หลายคนมองว่า “สุดโต่ง” นั่นคือการนำร่างผู้เสียชีวิตไปเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำสุด เพื่อหวังว่าวันหนึ่งวิทยาศาสตร์จะสามารถฟื้นชีวิตกลับมาได้ เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 1967 โดยมีชายผู้กล้าชื่อ เจมส์ ฮีเรียม แบ็ดฟอร์ด เป็นคนริเริ่มทดลอง Cryogenic แรกของโลก
Cryogenic (ไครโอเจนิกส์) คือ ศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิต่ำมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -150°C ลงไป ซึ่งมักใช้ในด้านการเก็บรักษาสิ่งมีชีวิต หรือวัสดุทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องการการคงสภาพเป็นเวลานาน
ใครคือ เจมส์ ฮีเรียม แบ็ดฟอร์ด?
“เจมส์ ฮีเรียม แบ็ดฟอร์ด” (James Hiram Bedford) เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เขาเสียชีวิตในวันที่ 12 มกราคม 1967 จากโรคมะเร็งไต แต่ก่อนจาก เขาได้วางแผนล่วงหน้าว่าหากตายแล้ว ไม่ต้องการให้ร่างฝังแบบธรรมดา อยากให้มีการ “แช่เย็น” ร่างไว้ เพื่อรอวันที่เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงพอในการฟื้นชีวิตกลับมา
ทันทีหลังจากเสียชีวิต ร่างของเขาถูกฉีดสารกันการแข็งตัวของเลือดและให้ระบบหมุนเวียนเลือดรับออกซิเจนเพื่อช่วยลดความเสียหายของสมอง จากนั้นถูกวางไว้ในภาชนะที่มีน้ำแข็งแห้ง (ประมาณ −79°C) ก่อนจะถูกย้ายเข้าไปในไนโตรเจนเหลวที่มีอุณหภูมิราว −196°C เพื่อจุดประสงค์ในการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
24 ปีต่อมา เมื่อตรวจสอบในปี 1991
หลังจากผ่านไป 24 ปี ร่างของแบ็ดฟอร์ดที่ถูกเก็บไว้ในถังไนโตรเจนเหลว ได้ถูกเปิดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อตรวจสอบสภาพภายใน โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร Alcor (Alcor Life Extension Foundation) เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องของ การแช่แข็งร่างมนุษย์เพื่อรอการฟื้นคืนชีพในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญพบว่า ร่างของเขายังคงอยู่ในสภาพที่ “ถูกปิดผนึก” ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีความเสียหายบางส่วน เช่น ผิวหนังที่เปลี่ยนสี, บริเวณคอและแขนมีลักษณะบวม เหมือนติดเชื้อ และบางจุดมีรอยแตกร้าว เนื่องจากแรงกดของชิ้นส่วนแข็งในขั้นตอนแรกของการแช่เย็น
ห้าสิบห้าปีหลังจากร่างของเขาถูก “ปิดผนึก” ชายคนแรกที่เข้ารับการทดลองคืนชีพยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในถังไนโตรเจนเหลว รอคอยปาฏิหาริย์ ญาติพี่น้องของเขาทุกคนเสียชีวิตไปนานแล้ว และเลือกที่จะฝังศพแบบปกติ หากเบดฟอร์ดตื่นขึ้นมาในสักวันหนึ่ง เขาจะถูกรายล้อมไปด้วยคนแปลกหน้า และจะตื่นขึ้นมาในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก
ย้อนคำสอน “ราชาน้ำมัน” บอกลูกๆ แค่ 5 เรื่อง แต่รวยมหาศาล เพราะไม่ใช่ทุกคนจะรู้เรื่องนี้!
ชายโดดเดี่ยวที่สุดในโลก อาศัยอยู่คนเดียวใน “เมืองผี” ที่เคยจมบาดาล เผยแต่ละวันทำอะไร
สถานะปัจจุบันและสิ่งที่ยังไม่เป็นจริงตามฝัน
แม้แบ็ดฟอร์ดจะตั้งใจให้มีการฟื้นคืนชีพในปี 2017 (หลังจากเสียชีวิต 50 ปี) แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถคืนชีวิตมนุษย์ที่ถูกแช่แข็งกลับมาได้จริง ภายในศูนย์ของ Alcor ปัจจุบันมีผู้ที่เลือกใช้วิธี Cryogenic รอคอย “การตื่น” อยู่เป็นจำนวนมากทั่วโลก
การทดลอง Cryogenic ยกประเด็นหลายอย่าง ทั้งทางด้าน จริยธรรม ว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรทำหรือไม่, ทางด้านวิทยาศาสตร์ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่, และทางด้านค่าใช้จ่ายที่สูงมาก นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า ถ้าหากฟื้นคืนชีพได้จริง ผู้ที่ถูกฟื้นอาจต้องเจอโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
เรื่อง Cryogenic ของแบ็ดฟอร์ดเป็นหนึ่งในกรณีที่ชวนให้ตั้งคำถาม ว่าฝันของ “การเอาชนะความตาย” นั้นอาจอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน ถึงแม้เทคโนโลยียังไม่สามารถทำให้ฝันนี้เป็นจริงในตอนนี้ แต่ความตั้งใจและการทดลองดังกล่าว เปิดโอกาสให้เราได้คิดว่า มนุษย์อาจมีทางเลือกมากกว่าแค่ “อยู่หรือจบ” เมื่อพูดถึงชีวิตและความตาย

