เผยแพร่ประกาศ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 28 มกราคม 2569 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม กรณี นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ขอลาออกจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิก พรรคกลัาธรรมสิ้นสุดลงและเป็นหตุให้ความเป็นกรรมการบวิหารพรรคกล้าธรรมสิ้นสุด ลงเฉพาะตัว ตามข้อบังคับพรรคกล้าธรรม พ.ศ. 2568 ข้อ 59 วรรคหนึ่ง (2) และ ข้อ 16 วรรรคหนึ่ง (3) คงเหลือคณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม จำนวน 28 คน นั้น
บัดนี้ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้แจ้งต่อนายพะเบียนพรรคการเมือง ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กรณี นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ลาออกจากสมาชิกพรรคกล้าธรรมและกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับทราบการลาออกดังกล่าวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และพรรคกล้าธรรมได้รับทราบการลาออกดังกดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลงและทำให้ความเป็นกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามข้อบังคับพรรคกล้าธรรม พ.ศ. 2568 ข้อ 59วรรคหนึ่ง (2) และข้อ 16 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) และ กรณี นายกฤติทัช แสงธนโยธิน กรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 แจ้งต่อนายทะเปียนพรรคการเมือง ลาออกจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม โดยนายทะเปียนพรรคการเมืองได้รับทราบการลาออกดังกล่าวในวันเดียวกัน ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลง และเป็นเหตุให้ความเป็นกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามข้อบังคับพรรคกล้าธรรม พ.ศ. 2568ข้อ 59 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบข้อ 16 วรรคหนึ่ง (3)
ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม คงเหลือ จำนวน 26 คน ได้แก่
1. ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค
2. นายไผ่ สิกค์ เลขาธิการพรรค
3. นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา เหรัญญิกพรรค
4. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร นายทะเบียนสมาชิกพรรค
5. นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ กรรมการบริหารพรรค
5. นายจำลอง ภูนวนทา กรรมการบริหารพรรค
7. นายจีรเดช ศรีวิราช กรรมการบริหารพรรค
8. นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กรรมการบริหารพรรค
9. นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ กรรมการบริหารพรรค
10. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ กรรมการบริหารพรรค
11. นายปกรณ์ จีนาคำ กรรมการบริหารพรรค
12. นายเพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ กรรมการบริหารพรรค
13. นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข กรรมการบริหารพรรค
14. นางรัชนี พลซื่อ กรรมการบริหารพรรค
15. นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ กรรมการบริหารพรรค
16. นายสัมพันธ์ มะยูโช๊ะ กรรมการบริหารพรรค
17. นายองอาจ วงษ์ประยูร กรรมการบริหารพรรค
18. นายอนุรัตน์ ตันบรรจง กรรมการบริหารพรรค
18. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ กรรมการบริหารพรรค
20. นายอามินทร์ มะยูโช๊ะ กรรมการบริหารพรรค
22. นายสุชาติ อุสาหะ กรรมการบริหารพรรค
22. นางสาวณมาณิตา กลับบ้านเกาะ กรรมการบริหารพรรค
23. นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว กรรมการบริหารพรรค
24. นายพรชัย อินทร์สุข กรรมการบริหารพรรค
25. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ กรรมการบริหารพรรค
26. นางสาวธนวรรณ เกษเมธีการุณ กรรมการบริหารพรรค
ประกาศ ณ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569
แสวง บุญมี
เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นายทะเบียนพรรคการเมือง


วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา (สสจ.) ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา หลังสุ่มตรวจคุณภาพน้ำดื่มและพบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ Salmonella spp. ในผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตราอาโป เลขสารบบอาหาร 30-2-03760-2-0001 ซึ่งเป็นเชื้อที่สามารถก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

จากการตรวจสอบพบว่า น้ำดื่มล็อตที่ตรวจพบปัญหา เป็นน้ำดื่มขนาดบรรจุ 18.9 ลิตร ผลิตเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 โดยร้านไพบูลย์พาณิชย์ ซึ่งผลตรวจวิเคราะห์จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 ยืนยันว่ามีเชื้อปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน จัดเป็นอาหารผิดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 และมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต ก่อนพบข้อเท็จจริงว่า ผู้ประกอบการนำน้ำค้างถังที่กรองเก็บไว้จากเครื่อง RO เดิม ซึ่งถูกเก็บไว้นานประมาณ 2-3 เดือน กลับมาใช้ผลิตน้ำดื่มอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยไม่มีการผลิตน้ำใหม่ รวมถึงไม่ได้ทำความสะอาดเครื่องจักรและภาชนะบรรจุให้ถูกสุขลักษณะก่อนนำส่งตรวจ
ต่อมา ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความโปร่งใส พร้อมชี้แจงกรณีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ผลิตน้ำดื่มจริง ไม่ใช่โรงงานแปรรูปยางตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้ยืนยันขอยุติการดำเนินกิจการถาวรแล้ว ส่วนทาง สสจ.นครราชสีมา ได้มีคำสั่งระงับการผลิต พร้อมประสานหน่วยงานท้องถิ่นเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน หากผู้ใดยังมีน้ำดื่มล็อตดังกล่าวอยู่ในครอบครอง ขอให้งดนำมาบริโภคโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

เรียบเรียงโดย มุมข่าว
อัปเดตเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ งวดเดือนพฤษภาคม 2569 รัฐบาลช่วยเหลือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่ได้รับสวัสดิการหรือบำนาญจากรัฐเป็นประจำ โดยจะโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน โดยหากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เงินจะถูกเลื่อนโอนเร็วกว่ากำหนด ดังนั้นงวดนี้จะได้รับเงินใน วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569
โดยผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ จะได้รับเงินซึ่งรัฐบาลยังคงกำหนดอัตราการจ่ายตามระเบียบกระทรงมหาดไทย ว่าด้วยหลักการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือน ตามช่วงอายุ ดังนี้
-อายุ 60–69 ปี ได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน
-อายุ 70–79 ปี ได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน
-อายุ 80 ปีขึ้นไป ได้รับเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
โดยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ยังได้รับตามอัตราเดิม ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนตามที่มีการกระแสข่าวแชร์กันก่อนหน้านี้ว่ามีเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีความตั้งใจนำนโยบายออกมา เพื่อดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ยังคงจ่ายอัตราเดิมไปก่อน ส่วนการดูแลประชาชนในภาพรวมมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือโครงการคนละครึ่ง ที่จะจ่ายในอัตรา 60:40 และการดูแลผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้รัฐบาลจะค่อย ๆ ทยอยออกมาตรการประคับประครองดูแลพี่น้องประชาชน พร้อมย้ำว่าการปรับเบี้ยผู้สูงอายุว่าไม่เป็นความจริง
รายใหม่ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สามารถติดต่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 2570 ได้แล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และ เดือนมกราคม 2569 - วันที่ 30 กันยายน 2569
1.เป็นผู้สูงอายุรายใหม่ และยังไม่เคยลงทะเบียน
2.สัญชาติไทย
3.เป็นผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2569 (เกิดตั้งแต่ 2 กันยายน 2509 - 1 กันยายน 2510)
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้ โดยเตรียมเอกสารหลักฐาน ดังนี้
เอกสารที่ต้องเตรียม
1.บัตรประจําตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ ที่มีรูปถ่าย
2.ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ที่เป็นปัจจุบัน)
3.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ในนามผู้มีสิทธิ/ผู้ได้รับมอบอํานาจ จากผู้มีสิทธิ (สําหรับกรณีประสงค์ รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)
*ในกรณีผู้สูงอายไม่สามารถมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ สามารถมอบอํานาจเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคําขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้*
สำหรับสถานที่ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ สํานักงานเขต หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุมีภูมิลําเนา
เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ https://www.dop.go.th/ หรือศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) โทร. 1300
ข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ

