หลายคนชอบกินถั่วลิสง ไม่ว่าจะเป็นถั่วต้ม ถั่วทอด ถั่วคั่ว หรือใส่ในอาหารต่างๆ เพราะทั้งอร่อย ราคาถูก และทำให้อิ่มท้อง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า หากกินมากเกินไป หรือกินถั่วที่เก็บไม่ถูกวิธี อาจส่งผลเสียต่อร่างกายแบบคาดไม่ถึง

แม้ถั่วลิสงจะมีโปรตีน ไขมันดี และวิตามินหลายชนิด แต่ก็มีข้อควรระวังที่หลายคนมองข้าม
เสี่ยงได้รับ “อะฟลาท็อกซิน” สารพิษอันตรายต่อตับ
แพทย์เผยว่า ถั่วลิสงที่เก็บในที่อับชื้น หรือเริ่มขึ้นรา อาจมีสารพิษชื่อ “อะฟลาท็อกซิน” ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด สารนี้ถูกจัดว่าเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ

สิ่งที่น่ากลัวคือ บางครั้งถั่วดูปกติ ไม่มีกลิ่นแปลก แต่ก็อาจปนเปื้อนสารพิษได้แล้ว
กินมากเกินไป อาจเสี่ยงน้ำหนักขึ้นและไขมันสูง
แม้จะเป็นไขมันดี แต่ถั่วลิสงก็มีแคลอรีสูงมาก หากกินเพลินวันละหลายกำมือ โดยเฉพาะแบบทอดหรือเคลือบน้ำตาล อาจทำให้น้ำหนักเพิ่ม ไขมันสะสม และเสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงได้
บางคนอาจแพ้รุนแรงถึงขั้นอันตราย
อาการแพ้ถั่วลิสงเป็นหนึ่งในอาการแพ้อาหารที่รุนแรงที่สุด บางคนเพียงกินเล็กน้อยก็อาจมีอาการผื่นขึ้น หายใจไม่ออก หน้าบวม หรือช็อกได้
ถั่วเค็มจัด อาจกระทบความดันโลหิต
ถั่วลิสงปรุงรสบางชนิดมีโซเดียมสูงมาก หากกินเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนหรือแน่นท้อง

เพราะถั่วลิสงมีไขมันสูง คนที่มีปัญหาระบบย่อยหรือกรดไหลย้อน หากกินมากเกินไป อาจมีอาการจุก แน่นหน้าอก หรือเรอบ่อย
อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่า “ถั่วลิสงไม่ใช่อาหารอันตราย” หากเลือกกินอย่างเหมาะสม โดยควรเลือกถั่วใหม่ สะอาด ไม่มีกลิ่นหืน และกินในปริมาณพอดี
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การกินถั่วลิสงวันละเล็กน้อย สามารถให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้ ทั้งช่วยให้อิ่มนาน ให้โปรตีน และมีไขมันดีต่อร่างกาย
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าคิดว่าอาหารที่ดูธรรมดาจะปลอดภัยเสมอ เพราะบางครั้ง “ของกินใกล้ตัว” ก็อาจกลายเป็นภัยเงียบได้ หากกินผิดวิธีหรือมากเกินไป
กรมการขนส่งทางราง ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการระบบราง และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงได้ออกคำสั่งด่วนที่สุดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดให้มีการตรวจคัดกรองสารเสพติดและวัดปริมาณแอลกอฮอล์กับ “พนักงานที่มีหน้าที่ขับขี่และควบคุมการเดินรถ” รวมถึง “พนักงานภาคพื้นดินที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย” เช่น พนักงานกั้นถนน พนักงานประแจ ทุกรายก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละผลัด โดยใช้มาตรการ “Zero Tolerance” (ต้องเป็นศูนย์เท่านั้น)
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สำหรับนายสยมพร ยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่จากกรมการขนส่งทางราง และสั่งให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว และให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมทั้งสั่งการให้ รฟท. พักงานพนักงานขับรถไฟและพนักงานคุมไม้กั้นที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด และสืบสวนเชิงลึกว่าผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ปล่อยให้ผู้มีสารเสพติดมาปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟ ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตคนจำนวนมากได้อย่างไรต่อไป
นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ.2568 มาตรา 90 ระบุว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันเชื่อได้ว่า ผู้ประจำหน้าที่ใดมีสารอยู่ในร่างกายอันเกิดจากการเสพสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น ยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้ผู้ตรวจการขนส่งทางรางมีอำนาจตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบว่า ผู้นั้นมีสารนั้น ๆ อยู่ในร่างกายหรือไม่ ทั้งนี้ วิธีการตรวจหรือทดสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในระเบียบที่อธิบดีประกาศกำหนด”
ซึ่งกรมการขนส่งทางรางอยู่ระหว่างออกประกาศ เพื่อใช้บังคับตามกฎหมายต่อไปอีกด้วย การออกคำสั่งนี้เป็นไปเพื่อการสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนและผู้โดยสารว่ากรมการขนส่งทางรางยึดมั่นในหลักการความปลอดภัยสูงสุด

