ข่าวสังคม - โซเชียล
7 พ.ค. 2569 เวลา 13:12 น. ทีมข่าวสยามนิวส์
ฟังข่าวนี้
จากกรณีเกิดเหตุสลดรุนแรงบนถนนพหลโยธิน จ.สระบุรี เมื่อหญิงวัย 42 ปี ขับรถเก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์ของชายวัย 38 ปี ซึ่งเป็นคนรักของตนเอง จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยชนวนเหตุดังกล่าว เริ่มจากทั้งคู่มีปัญหาความสัมพันธ์และเรื่องเงินสะสมมานาน ทะเลาะกันบ่อย กระทั่งเกิดเหตุ ฝ่ายหญิงขับรถไปดักรอ และขับไล่ตาม ก่อน พุ่งชนฝ่ายชายโดยเจตนา อีกทั้งหลังชนยังมีพฤติกรรมลงจากรถมาใช้เท้าเหยียบหน้าซ้ำ และเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเวลาต่อมา
ล่าสุด ด้านพี่ชายของผู้เสียชีวิต ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเล่าอีกมุมของช่วงเวลาที่ผ่านมาขณะที่น้องชายผู้เสียชีวิต เเละภรรยาผู้เป็นคนก่อเหตุ ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยระบุว่า ผมขอพูดเรื่องน้องมันบางครับ จากข่าวที่บางข่าวที่มาออกบอกว่าเปย์เงินจนเกิดความแค้น
ทุกอย่างตอนรักเค้าก็อยู่ด้วยกันใช้ชีวิตกินใช้ด้วยกันมามันก็ไม่แปลกใช่ไหมครับที่จะให้กันและกัน เป็นความเสน่หาต่อกัน ถ้าผู้หญิงเปย์เงินขนาดนั้นจริง แต่ละเดือนน้องมันคงไม่มาขอยืมผมใช้หรอกครับ มันคงสบายกว่านี้ แต่ถ้าถามว่ามีให้กันบ้างไหมมันก็ต้องมีให้กันบ้างล่ะครับ แล้วผมขอถามหน่อยว่าถ้าเป็นคุณเป็นญาติพี่น้องคุณจะรู้สึกเสียใจไหม
บางคอมเมนต์ สมน้ำหน้า ด่า แต่ไม่ได้รู้ว่าเป็นมาเป็นไปยังไง คุณพูดถึงคนตาxแบบนี้ ที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้ตอบได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาสองคน แต่ผมถามหน่อยว่าการกระทำที่เขาทำมันรุนแรงเกินไปไหม เขามีลูกที่จะต้องเลี้ยงดู มีแม่ที่จะต้องดูแล
ถ้าในเมื่อคุณคิดว่าการที่เขาทำไม่ดีต่อคุณ คุIไม่ใช้สติปัญญาในการคุยหรืออะไรให้มันดีกว่านี้ ไม่ใช่มาทำแบบนี้ให้ถึงการสูญเสียชีวิต ตาxจากกันไปเลย มันไม่สามารถที่จะกลับมาได้แล้ว เด็กผู้หญิงคนนึงตาดำ ๆ ที่มีพ่อคอยดูแล หลังจากนี้เขาก็ไม่มีพ่อมาคอยดูแลเขาอีกแล้ว แค่ความโมโหความสะใจของคุณ คุณต้องทำให้เด็กคนนึงต้องมากำพร้าพ่อ

โพสต์ดังกล่าว
เรียบเรียง สยามนิวส์
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผลไม้เป็นแหล่งวิตามินและใยอาหารที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ว่าผลไม้ทุกลูกบนแผงจะปลอดภัยเหมือนกันทั้งหมด บางลูกแม้จะดูสด น่ากิน หรือมีขนาดใหญ่ แต่ก็อาจแฝงความเสี่ยงเอาไว้ หรือบางลูกอาจมีร่องรอยสีสันซีดหมอง หรือมีเชื้อรานิดหน่อยแล้วนำมาขายถูก ๆ ซึ่งท้ายที่สุดอาจต้องแลกด้วยสุขภาพ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ 3 ชนิดนี้จะดีกว่า เพื่อไม่ให้เผลอกลืน ต้นตอมะเร็ง เข้าไปโดยไม่รู้ตัวผลไม้สดปลอดสาร ผักและผลไม้ผักและผลไม้
1 ผลไม้ที่ขึ้นรา แม้จะขึ้นเพียงเล็กน้อย


ผลไม้ที่ขึ้นรามีสารก่อมะเร็ง (ภาพประกอบ)
หลายคนมีนิสัยปอกทิ้งเฉพาะส่วนที่ขึ้นราแล้วกินส่วนที่เหลือเพื่อประหยัด อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า เชื้อราบนผลไม้อาจสร้างสารอะฟลาทอกซินได้ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ที่ IARC (สำนักวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ) ยืนยันว่ามีศักยภาพสูงในการก่อมะเร็งตับ
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (สหรัฐฯ) พบว่า เส้นใยของเชื้อราและสารพิษอะฟลาทอกซินมีคุณสมบัติแพร่กระจายได้รวดเร็วในของเหลวภายในเซลล์ และสามารถลุกลามไปทั่วทั้งผลได้ แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นก็ตาม การสะสมอะฟลาทอกซินเป็นเวลานานจะทำลายเซลล์ตับและก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่อันตราย
ดังนั้น เมื่อผลไม้มีสัญญาณของเชื้อรา แม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็ควรทิ้งให้หมดอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องสุขภาพของครอบครัว
2 ผลไม้ที่มีรูปร่างผิดปกติและขนาดไม่ธรรมดา

ไม่ควรกินผลไม้ที่มีขนาดผิดปกติหรือรูปร่างบิดเบี้ยว (ภาพประกอบ)
ผลไม้ที่มีขนาดใหญ่เกินไป รูปร่างบิดเบี้ยว หรือมีสีสันผิดแปลก อาจเป็นสัญญาณของการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในกระบวนการเพาะปลูก ตามรายงานด้านความปลอดภัยอาหารของ EFSA (สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป) การแทรกแซงด้วยสารเคมีมากเกินไปไม่เพียงทำให้โภชนาการเสียสมดุล แต่ยังอาจทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายเอาไว้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Hazardous Materials ระบุว่า สารเคมีตกค้างที่ไม่ถูกควบคุมสามารถรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ และสร้างความเสียหายโดยตรงต่อดีเอ็นเอของเซลล์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อตัวของเนื้องอกชนิดร้ายแรง
แทนที่จะเลือกผลไม้ที่มี รูปลักษณ์แปลกตา ควรให้ความสำคัญกับผลไม้ที่มีรูปร่างตามธรรมชาติของสายพันธุ์ จะปลอดภัยต่อ ตับ และ ไต มากกว่า
3 ผลไม้ที่ถูกบ่มให้สุกด้วยสารเคมี

ไม่ควรกินผลไม้ที่อยู่นอกฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ไม่ได้แช่แข็ง (ภาพประกอบ)
เพื่อให้มีผลไม้วางขายนอกฤดูกาลหรือขนส่งไปไกล บางชนิดมักถูกบ่มให้สุกแบบเร่งรัดด้วยสารเคมีอุตสาหกรรม เช่น “ดินประสิว” หรือแคลเซียมคาร์ไบด์ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Food Science and Technology เตือนว่า เมื่อแคลเซียมคาร์ไบด์ทำปฏิกิริยา มักปนเปื้อนสิ่งเจือปนที่เป็นพิษอย่างสารหนูและฟอสฟอรัสอาหาร อาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
กระบวนการบ่มสุกแบบเร่งรัดนี้ไม่เพียงทำให้ธาตุเหล็กและวิตามินตามธรรมชาติลดลง แต่ยังสร้างภาระการขับสารพิษอย่างหนักให้กับไต การบริโภคผลไม้ที่มีสารเร่งสุกตกค้างและไม่ทราบแหล่งที่มา อาจทำให้เซลล์ถูกทำลาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาของเซลล์ร้ายแรงเมื่อเวลาผ่านไป
การเลือกผลไม้ตามฤดูกาลที่สุกตามธรรมชาติ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องร่างกายจากปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติมักมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอม และปลอดภัยกว่า แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรก็ตาม

ข้อมูล soha

