นทท.สาวเล่นซิปไลน์ ก่อนตะโกนสุดเสียงบอก “เชือกไม่แน่น” แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ สุดท้ายเกิดเรื่องเศร้าจนได้
เกิดเหตุโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกโซเชียลจีน ณ สถานที่ท่องเที่ยวแนวผจญภัยชื่อดัง Malyuyan Adventure Park ในเมืองฮวาอิง มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เมื่อนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ตกลงมาจากเครื่องเล่นซิปไลน์ (Zip line) บริเวณจุดชมวิวหน้าผาสูงชัน

ส่งผลให้ร่างกระแทกพื้นด้านล่างอย่างรุนแรงและได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่จะสิ้นใจอย่างสลดระหว่างทางนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยรายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ท่ามกลางสายตาของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ต่างอยู่ในอาการช็อกกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมีใครเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงทีในขณะนั้น
ประเด็นที่สร้างความเดือดแค้นให้กับผู้คนอย่างมากคือคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ซึ่งบันทึกช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน โดยนักท่องเที่ยวสาวแซ่หลิวรายนี้กำลังเตรียมตัวเล่นกิจกรรมซิปไลน์และสวมอุปกรณ์นิรภัยเรียบร้อยแล้ว ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถูกปล่อยตัวออกจากแท่น
เธอสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลว่า “เชือกไม่แน่น” พร้อมทั้งพูดย้ำประโยคเดิมซ้ำๆ หลายครั้งด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกลับเพิกเฉยต่อเสียงร้องเตือนดังกล่าว ทั้งยังปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือและไม่ได้เข้าไปตรวจสอบความเรียบร้อยของสายรัดหรืออุปกรณ์นิรภัยใดๆ เพิ่มเติมก่อนที่จะปล่อยร่างของเธอให้ไหลไปตามลวดสลิง

หลังจากที่เธอถูกปล่อยตัวออกจากจุดสตาร์ทเพียงไม่กี่วินาที อุปกรณ์นิรภัยที่สวมใส่ไว้กลับหลุดออกจากตัวเธออย่างกะทันหัน ทำให้ร่างของนักท่องเที่ยวสาวร่วงหล่นลงสู่เหวเบื้องล่างที่มีความสูงห่างจากพื้นมากจนกระทั่งภาพตัดไปอย่างน่าสยดสยอง
ล่าสุดบัญชีทางการของสถานที่ท่องเที่ยวได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และประกาศปิดให้บริการชั่วคราวจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม เพื่อดำเนินการตรวจสอบระบบความปลอดภัยและปรับปรุงมาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด ขณะที่หน่วยงานภาครัฐได้สรุปผลเบื้องต้นว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องด้านความปลอดภัย และกำลังดำเนินการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

นอกจากนี้ บนโซเชียลมีเดียยังมีการตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรฐานการคัดเลือกเจ้าหน้าที่และบริษัทผู้ดำเนินการ โดยพบว่าบนเสื้อกั๊กยูนิฟอร์มของเจ้าหน้าที่ดูแลเครื่องเล่นมีข้อความระบุว่า “แคมป์ผจญภัยฉงชิ่ง” ซึ่งเป็นบริษัทจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้รับความนิยมในพื้นที่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงจรรยาบรรณและความประมาทเลินเล่อที่เกินกว่าจะยอมรับได้ เนื่องจากเสียงร้องเตือนของผู้เล่นควรได้รับการใส่ใจเป็นอันดับแรกในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนให้สถานที่ท่องเที่ยวแนวผจญภัยทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสภาพจิตใจของผู้เล่นก่อนที่จะปล่อยให้โศกนาฏกรรมซ้ำรอยที่อาจพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปอย่างไม่มีวันกลับ
นทท.สาวเล่นซิปไลน์ ตะโกนบอก เชือกไม่แน่น แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ
ผลไม้เป็นแหล่งวิตามินและใยอาหารที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ว่าผลไม้ทุกลูกบนแผงจะปลอดภัยเหมือนกันทั้งหมด บางลูกแม้จะดูสด น่ากิน หรือมีขนาดใหญ่ แต่ก็อาจแฝงความเสี่ยงเอาไว้ หรือบางลูกอาจมีร่องรอยสีสันซีดหมอง หรือมีเชื้อรานิดหน่อยแล้วนำมาขายถูก ๆ ซึ่งท้ายที่สุดอาจต้องแลกด้วยสุขภาพ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ 3 ชนิดนี้จะดีกว่า เพื่อไม่ให้เผลอกลืน ต้นตอมะเร็ง เข้าไปโดยไม่รู้ตัวผลไม้สดปลอดสาร ผักและผลไม้ผักและผลไม้
1 ผลไม้ที่ขึ้นรา แม้จะขึ้นเพียงเล็กน้อย


ผลไม้ที่ขึ้นรามีสารก่อมะเร็ง (ภาพประกอบ)
หลายคนมีนิสัยปอกทิ้งเฉพาะส่วนที่ขึ้นราแล้วกินส่วนที่เหลือเพื่อประหยัด อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า เชื้อราบนผลไม้อาจสร้างสารอะฟลาทอกซินได้ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 ที่ IARC (สำนักวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ) ยืนยันว่ามีศักยภาพสูงในการก่อมะเร็งตับ
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (สหรัฐฯ) พบว่า เส้นใยของเชื้อราและสารพิษอะฟลาทอกซินมีคุณสมบัติแพร่กระจายได้รวดเร็วในของเหลวภายในเซลล์ และสามารถลุกลามไปทั่วทั้งผลได้ แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็นก็ตาม การสะสมอะฟลาทอกซินเป็นเวลานานจะทำลายเซลล์ตับและก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนที่อันตราย
ดังนั้น เมื่อผลไม้มีสัญญาณของเชื้อรา แม้เพียงจุดเล็ก ๆ ก็ควรทิ้งให้หมดอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องสุขภาพของครอบครัว
2 ผลไม้ที่มีรูปร่างผิดปกติและขนาดไม่ธรรมดา

ไม่ควรกินผลไม้ที่มีขนาดผิดปกติหรือรูปร่างบิดเบี้ยว (ภาพประกอบ)
ผลไม้ที่มีขนาดใหญ่เกินไป รูปร่างบิดเบี้ยว หรือมีสีสันผิดแปลก อาจเป็นสัญญาณของการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในกระบวนการเพาะปลูก ตามรายงานด้านความปลอดภัยอาหารของ EFSA (สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป) การแทรกแซงด้วยสารเคมีมากเกินไปไม่เพียงทำให้โภชนาการเสียสมดุล แต่ยังอาจทิ้งสารตกค้างที่เป็นอันตรายเอาไว้
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Hazardous Materials ระบุว่า สารเคมีตกค้างที่ไม่ถูกควบคุมสามารถรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ และสร้างความเสียหายโดยตรงต่อดีเอ็นเอของเซลล์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อตัวของเนื้องอกชนิดร้ายแรง
แทนที่จะเลือกผลไม้ที่มี รูปลักษณ์แปลกตา ควรให้ความสำคัญกับผลไม้ที่มีรูปร่างตามธรรมชาติของสายพันธุ์ จะปลอดภัยต่อ ตับ และ ไต มากกว่า
3 ผลไม้ที่ถูกบ่มให้สุกด้วยสารเคมี

ไม่ควรกินผลไม้ที่อยู่นอกฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ไม่ได้แช่แข็ง (ภาพประกอบ)
เพื่อให้มีผลไม้วางขายนอกฤดูกาลหรือขนส่งไปไกล บางชนิดมักถูกบ่มให้สุกแบบเร่งรัดด้วยสารเคมีอุตสาหกรรม เช่น “ดินประสิว” หรือแคลเซียมคาร์ไบด์ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Food Science and Technology เตือนว่า เมื่อแคลเซียมคาร์ไบด์ทำปฏิกิริยา มักปนเปื้อนสิ่งเจือปนที่เป็นพิษอย่างสารหนูและฟอสฟอรัสอาหาร อาหารผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
กระบวนการบ่มสุกแบบเร่งรัดนี้ไม่เพียงทำให้ธาตุเหล็กและวิตามินตามธรรมชาติลดลง แต่ยังสร้างภาระการขับสารพิษอย่างหนักให้กับไต การบริโภคผลไม้ที่มีสารเร่งสุกตกค้างและไม่ทราบแหล่งที่มา อาจทำให้เซลล์ถูกทำลาย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาของเซลล์ร้ายแรงเมื่อเวลาผ่านไป
การเลือกผลไม้ตามฤดูกาลที่สุกตามธรรมชาติ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องร่างกายจากปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติมักมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอม และปลอดภัยกว่า แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่สมบูรณ์แบบเท่าไรก็ตาม

ข้อมูล soha

