10 พฤษภาคม 2569 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทย และทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อน
สำหรับภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากลมฝ่ายตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง กับลมกระโชกแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง อีกทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่วนชาวเรือควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย
ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เล็กน้อย เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่
ออกประกาศ 10 พฤษภาคม 2569พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย18:00 น. วันนี้ ถึง 18:00 น. วันพรุ่งนี้ภาคเหนือ
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา น่าน ตาก อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ภาคกลาง
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
ภาคตะวันออก
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)
มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
กรุงเทพและปริมณฑล
อากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่จัดทำรายละเอียดต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการรวมโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าไว้ด้วยกัน คาดการณ์ว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการสูงถึง 43 ล้านคน
วัตถุประสงค์หลักของโครงการคือเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประมาณ 1.4 – 1.5 ล้านร้านค้าทั่วประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ถือครองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 13.2 ล้านคน กระทรวงการคลังจะเปิดให้ลงทะเบียนใหม่พร้อมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยผู้มีสิทธิจะได้รับเพียงสิทธิเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสิทธิจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สำหรับเกณฑ์การพิจารณาผู้มีรายได้น้อยนั้น กระทรวงการคลังจะใช้ฐานข้อมูลเดิมและเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้ว คือผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี รวมถึงเกณฑ์ด้านสินทรัพย์อื่นๆ โดยจะมีการทบทวนสิทธิเข้าร่วมโครงการ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มคนยากจนที่เคยตกหล่นสามารถลงทะเบียนเข้าสู่ระบบได้ และในขณะเดียวกันก็จะคัดกรองผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการฯ แต่ปัจจุบันมีฐานะดีขึ้น หรือรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ให้ย้ายไปใช้สิทธิในส่วนของคนละครึ่งแทน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
โครงการไทยช่วยไทยพลัส แบ่งออกเป็น 2 เฟส ดังนี้
เฟส 1: เริ่มใช้จ่าย เดือนมิถุนายน – กรกฎาคม
– ผู้มีสิทธิฯ ใหม่ จะได้รับวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลสมทบ 60% และผู้ใช้จ่ายออกเอง 40% เป็นระยะเวลา 2 เดือน
– ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ที่เคยได้รับเดือนละ 300 บาท จะได้รับการสมทบจากรัฐบาลเพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับเป็นระยะเวลา 2 เดือนเช่นกัน
เฟส 2: เริ่มใช้จ่าย เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม
– ผู้มีสิทธิฯ ใหม่ จะได้รับวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐบาลสมทบ 60% และผู้ใช้จ่ายออกเอง 40% เป็นระยะเวลา 2 เดือน
– ในเฟสนี้ จะมีการเริ่มใช้ข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ กลุ่มเดิมจะต้องมาลงทะเบียนร่วมโครงการใหม่ เพื่อให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและทบทวนผู้ผ่านเกณฑ์ถือบัตรสวัสดิการอีกครั้ง หลังจากที่มีการลงทะเบียนล่าสุดเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
– ผู้ที่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ ยังคงสามารถลงทะเบียนในเฟส 2 เพื่อรับสิทธิที่รัฐบาลสมทบ 60% และจ่ายเอง 40% ได้

