15 พ.ค. 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คณะทำงาน Zero Corruption เผยผลการสำรวจประสบการณ์ตรงของภาคธุรกิจเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยจัดลำดับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงในการเสนอสิ่งตอบแทนหรือสินบน ระบุว่า ตำรวจทางหลวง จราจร และตำรวจท้องที่ ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกนั้น
กรณีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับฟังเสียงสะท้อนจากสังคม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2559 “9 ก้าวหน้า” ข้อ 8 “มีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้”
ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญ และรับทราบรายงานนี้แล้ว ไม่ได้นิ่งนอนใจถือว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนมุมมองของภาคเอกชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ได้กำชับเรื่องการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส สุจริต ปฏิเสธการรับสินบนทุกรูปแบบ
ขณะเดียวกันได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก หากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใดมีพฤติการณ์เรียกรับ ยอมรับผลประโยชน์ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะดำเนินการทางวินัยและอาญาตรงไปตรงมาโดยไม่มีข้อยกเว้น
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ผบ.ตร. ย้ำเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกำชับทุกหน่วยดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าในคดีจราจร เช่น เมาแล้วขับ ดื่มสุราแล้วขับรถ ทำผิดกฎจราจรต่าง ๆ มักมีการเสนอผลประโยชน์ให้ตำรวจแลกกับการไม่ถูกจับกุม และบางกรณีมีตำรวจบางนายรับข้อเสนอ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ตรวจสอบพบและดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองเป็นปัญหาที่ต้องเร่งป้องกันและแก้ไขอย่างเด็ดขาด ส่วนหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีการออกใบสั่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ การใช้กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่หรือบอดี้แคม เพื่อความโปร่งใสในการปฎิบัติหน้าที่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส สุจริต ต่อต้านการคอร์รัปชั่น โดยมีกลไกของ “จเรตำรวจ” ติดตามและตรวจสอบการทำงานของตำรวจ รวมถึงความพึงพอใจของประชาชน โดยได้วางกรอบ กติกา การทำงานให้เป็นรูปธรรม มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสนับสนุน วางระบบในการควบคุมพฤติกรรมของข้าราชการตำรวจ สนับสนุน การตรวจสอบ ITA และการดำเนินการเรื่องร้องเรียน วินัย ข้าราชการตำรวจอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ โฆษก ตร. กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมเดินหน้าปฏิรูปการทำงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เจตนารมณ์ “ไม่ทน ไม่ทำ ไม่เพิกเฉย” เพื่อสร้างองค์กรตำรวจที่โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืน ดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด พร้อมส่งเสริมข้าราชการตำรวจที่ประพฤติดี ส่วนข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด ประพฤติมิชอบ ทุจริต หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน จะไม่มีการละเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น และจะต้องถูกดำเนินการทางวินัยและทางอาญาโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและเป็นแบบอย่างที่ดี จะต้องได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และได้รับการสนับสนุนความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1599 หรือแจ้งผ่านระบบรับเรื่องร้องทุกข์ Jcoms หรือ https://jaray.police.go.th/2022/jcoms/ และทางแอปพลิเคชัน Police Care ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับขั้นสูงสุด เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสและเรียกคืนความเชื่อมั่นจากสาธารณชนต่อไป
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านการบริหารภาครัฐ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24 – 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1.ความเชื่อมั่นต่อบทบาทและการทำหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า 68.7% ระบุว่ายังไม่เชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษ โดยในบรรดาหน่วยงานที่ถูกเลือกมากที่สุด คือศาลปกครอง 8.2% และศาลรัฐธรรมนูญ 8.1%
ขณะที่หากแบ่งตามภาค-ทุกภาค ยังไม่เชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษ ยกเว้นภาคเหนือที่เชื่อมั่น ศาลปกครองสูงสุด 26.7% และคนเกือบ 3 ใน 4 กำลังสะท้อนว่ายังไม่ปักใจเชื่อมั่นหน่วยงานใดเป็นพิเศษอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันแม้บางพื้นที่จะให้ความไว้วางใจต่อฝ่ายตุลาการในระดับสูงกว่าหน่วยงานอื่นที่ระบุชื่อ แต่สัดส่วนดังกล่าวยังไม่สูงพอที่จะสะท้อนความเชื่อมั่นร่วมกันของสังคมในภาพรวม
สำหรับเรื่องคอร์รัปชั่น ขึ้นแท่นเรื่องด่วน คนกว่าครึ่งอยากให้เร่งแก้อย่างจริงจัง ก่อนปฏิรูประบบอื่น อยู่ที่ 60.7% รองลงมา 20.3% อยากให้เร่งนโยบาย ปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยและเป็นดิจิทัล ส่วน 12.0% เปิดทางให้ข้าราชการเกษียณก่อนกำหนดได้ และ 7.0% ไม่ทราบ ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ผลโพลยังระบุว่า ประชาชนชี้ 3 เรื่องด่วนด้านความมั่นคงกัมพูชา มาก่อนฟรีวีซ่า และเกณฑ์ทหาร โดย 40.9% อยากให้รัฐเร่งดำเนินนโยบายเรื่องทบทวนข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาสูงสุด รองลงมา 23.5% อยากให้เร่งนโยบายทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าต่างชาติที่มีปัญหา 18.5% อยากให้เร่งนโยบายปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร และ 17.5% ไม่ทราบ ไม่มีความเห็น
ผลโพลดังกล่าว สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่อาจกำลังรู้สึกว่า อธิปไตยของชาติและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันกำลังถูกคุกคามจากปัจจัยภายนอกที่อาจแฝงตัวมากับนโยบายเปิดประเทศ เช่น กลุ่มทุนสีเทาและมองความมั่นคงในความหมายที่กว้างขึ้นคือ ไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือกองทัพ แต่รวมถึงการจัดการนโยบายที่มีผลต่อความปลอดภัย ความเป็นระเบียบ และความเป็นธรรมในสังคม จึงให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
ผลโพลครั้งนี้ ประชาชนยังให้ความสำคัญสูงกับความน่าเชื่อถือของรัฐ ทั้งในมิติการบริหารภายในและการจัดการประเด็นสาธารณะที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศ โดยด้านการบริหารภาครัฐ ประชาชนยกให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องเร่งด่วนอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน
ขณะที่ด้านความมั่นคง ประชาชนให้น้ำหนักกับการทบทวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาและมาตรการที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบของสังคม ส่วนในมิติความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานต่าง ๆ ภาพรวมยังสะท้อนภาวะที่ประชาชนจำนวนมาก ยังไม่ปักใจเชื่อมั่น หน่วยงานใดเป็นพิเศษ สะท้อนว่าโจทย์สำคัญในเวลานี้ ไม่ได้มีเพียงการเร่งขับเคลื่อนนโยบาย แต่รวมถึงการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

ภาพจาก สถาบันพระปกเกล้า

ภาพจาก สถาบันพระปกเกล้า
เรียบเรียง สยามนิวส์

