
หลายคนมักมองว่าไข่เป็นแค่อาหารง่าย ๆ ราคาถูก แต่ในความเป็นจริง ไข่ถือเป็นหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะ “ไข่ต้ม” ที่ไม่ผ่านการทอดและใช้น้ำมันน้อย จึงเหมาะสำหรับคนที่ดูแลสุขภาพ
แพทย์อธิบายว่า การเริ่มต้นวันด้วยไข่ต้ม ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนคุณภาพดี ซึ่งมีส่วนช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและทำให้อิ่มนานขึ้น หลายคนที่กินไข่ต้มเป็นอาหารเช้าจึงมักลดการกินจุกจิกระหว่างวันได้
นอกจากนี้ ไข่ยังมี “โคลีน” ซึ่งเป็นสารสำคัญต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท ช่วยเรื่องความจำและสมาธิ จึงเหมาะทั้งกับวัยทำงาน เด็ก และผู้สูงอายุ
อีกหนึ่งข้อดีที่หลายคนอาจไม่รู้ คือไข่ต้มช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะให้พลังงานไม่สูงมาก แต่ให้ความอิ่มนาน ทำให้ลดโอกาสกินอาหารหวานหรือของทอดในช่วงสาย

ไข่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีนและซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของปัญหาดวงตาเมื่ออายุมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แพทย์เตือนว่า แม้ไข่จะมีประโยชน์ แต่ก็ควรกินในปริมาณเหมาะสม โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง หรือโรคประจำตัวบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะกับร่างกาย
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงไข่ที่สุกไม่พอหรือเก็บไว้นานเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการยังแนะนำว่า การกินไข่ต้มคู่กับผัก ผลไม้ หรือธัญพืช จะช่วยให้มื้อเช้ามีสารอาหารครบถ้วนมากขึ้น และดีกว่าการกินอาหารแปรรูปหรืออาหารหวานจัดในตอนเช้า
บางครั้งอาหารที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่อาหารราคาแพง แต่เป็นอาหารธรรมดาใกล้ตัว ที่เรากินอย่างถูกวิธีและพอดีกับร่างกายนั่นเอง
กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง สำหรับเรื่องราวชีวิตสุดสะเทือนใจของ ป๋าต๊อบ ปฏิญญา ควรตระกูล หลังโลกออนไลน์หยิบคลิปสัมภาษณ์จากรายการ ตีท้ายครัว มาแชร์ต่อ ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังให้ความสนใจกับประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก

โดย “ป๋าต๊อบ” เผยว่า ตนถูกล่วงละเมิดทางเพศมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยคนขับรถที่ทำหน้าที่รับส่งไปโรงเรียน ขณะระหว่างเส้นทางกลับบ้านจะแวะพาไปก่อเหตุ ส่วนพ่อแม่ต่างยุ่งอยู่กับการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว จึงไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น
ป๋าต๊อบ เล่าว่า “คนขับรถทำร้าย ขับรถไปโรงเรียน ขากลับก็แวะ แล้วพ่อแม่ก็มัวแต่ทำงานหาเงินให้ลูก ก็ไม่รู้ ลูกก็ไม่สนิทกับพ่อแม่พอที่จะไปบอกพ่อแม่ ไม่รู้ด้วยแหละ เด็กเกินไป อายุประมาณเกือบ 10 ขวบ”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลาหลายเดือน จนตั้งครรภ์และต้องทำแท้ง ซึ่งเรื่องราวนี้ฝังอยู่ในใจมาตลอด ป๋าต๊อบ กล่าวถึงความรู้สึกในตอนนั้นว่า “มันเหมือนกับติดอยู่ในใจ ฉันบาปกรรมหรือเปล่า ฉันทำแท้ง ฉันเป็นอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่กรรม มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดเพื่อที่จะให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น มีความลึกซึ้งในการใช้ชีวิตมากขึ้น”
ป๋าต๊อบ เผยต่อว่า มีโอกาสได้เยียวยาจิตใจภายในครอบครัว โดยได้กลับไปพูดคุยและกอดแม่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 60 ปี พร้อมบอกว่า “หนูรักแม่นะ หนูรักแม่ที่สุด รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่มากๆ” พร้อมยืนยันว่าแม่ไม่ได้มีส่วนผิดแต่อย่างใด โดยมีปีใหม่ช่วยเป็นสื่อกลางในการพูดคุยครั้งนั้น

หลังจากที่ ป๋าต๊อบ บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ฟัง แม่ร้องไห้ออกมา แต่ ป๋าต๊อบ รู้สึกได้ว่าพลังงานของแม่เปลี่ยนไป เบาขึ้นกว่าเดิม เหมือนกับการได้วางภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอดลงได้ในที่สุด โดยกล่าวว่า “พลังงานแม่พี่เปลี่ยน แม่เบาขึ้น เหมือนกับแม่ไม่ต้องมาแบกกรรมอันนี้ไว้ว่าฉันทำร้ายลูก ฉันไม่ดี ฉันปกป้องลูกไม่ได้ พอเราได้ตัดกรรมนี้ให้แม่ก็เท่ากับเป็นบุญที่ใหญ่มากที่ได้บอกว่าแม่ไม่ผิด”
ป๋าต๊อบ ทิ้งท้ายถึงเหตุผลที่เลือกเปิดเผยเรื่องราวนี้ว่า “มันเป็นสิ่งที่สำคัญ มันถึงเวลาแล้วไหมที่เราจะฟังเด็กบ้าง แล้วเราจะไม่ตำหนิ ไม่มีอคติต่อกัน ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่จะต้องหลบซ่อน” สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการลุกขึ้นพูดถึงสิ่งที่เคยเป็นบาดแผลลึก เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับเด็กคนอื่น ๆ ที่อาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน


