จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า น้ำดื่มลอตที่มีปัญหาผลิตเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 บรรจุขนาด 18.9 ลิตร โดยร้านไพบูลย์พาณิชย์ ซึ่งผลวิเคราะห์จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 ยืนยันชัดเจนว่ามีเชื้อปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เข้าข่ายเป็นอาหารผิดมาตรฐานตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 มีโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ผลิต พบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ผู้ผลิตนำ น้ำค้างถัง ที่กรองเก็บไว้จากเครื่อง RO เดิมเมื่อ 2-3 เดือนก่อนมาใช้ เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยไม่มีการผลิตใหม่หรือทำความสะอาดเครื่องจักรและภาชนะบรรจุให้ถูกสุขลักษณะก่อนส่งตรวจ
อย่างไรก็ตาม ด้านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา และ สคบ. ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบซ้ำเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เพื่อความโปร่งใส พร้อมชี้แจงประเด็นดราม่าว่า สถานที่ผลิตดังกล่าวเป็นที่ผลิตน้ำดื่มจริง ไม่ใช่โรงงานแปรรูปยางตามที่มีข่าวลือคลาดเคลื่อนในโซเชียล
ขณะนี้ทางผู้ประกอบการได้ยืนยันขอหยุดประกอบกิจการถาวรแล้ว และ สสจ.โคราช ได้สั่งระงับการผลิตพร้อมประสานท้องถิ่นเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเฝ้าระวัง หากใครยังมีน้ำดื่มลอตดังกล่าวไว้ในครอบครอง ไม่ควรนำมาบริโภค โดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย
อัปเดตเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ งวดเดือนพฤษภาคม 2569 รัฐบาลช่วยเหลือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ไม่ได้รับสวัสดิการหรือบำนาญจากรัฐเป็นประจำ โดยจะโอนเข้าบัญชีทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน โดยหากตรงกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ เงินจะถูกเลื่อนโอนเร็วกว่ากำหนด ดังนั้นงวดนี้จะได้รับเงินใน วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569
โดยผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนไว้ จะได้รับเงินซึ่งรัฐบาลยังคงกำหนดอัตราการจ่ายตามระเบียบกระทรงมหาดไทย ว่าด้วยหลักการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือน ตามช่วงอายุ ดังนี้
-อายุ 60–69 ปี ได้รับเงิน 600 บาทต่อเดือน
-อายุ 70–79 ปี ได้รับเงิน 700 บาทต่อเดือน
-อายุ 80 ปีขึ้นไป ได้รับเงินสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
โดยเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น ยังได้รับตามอัตราเดิม ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนตามที่มีการกระแสข่าวแชร์กันก่อนหน้านี้ว่ามีเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาท โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาท เป็นข่าวปลอม รัฐบาลมีความตั้งใจนำนโยบายออกมา เพื่อดูแลผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ยังคงจ่ายอัตราเดิมไปก่อน ส่วนการดูแลประชาชนในภาพรวมมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือโครงการคนละครึ่ง ที่จะจ่ายในอัตรา 60:40 และการดูแลผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้รัฐบาลจะค่อย ๆ ทยอยออกมาตรการประคับประครองดูแลพี่น้องประชาชน พร้อมย้ำว่าการปรับเบี้ยผู้สูงอายุว่าไม่เป็นความจริง
รายใหม่ลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์การขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สามารถติดต่อลงทะเบียนรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปี 2570 ได้แล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 และ เดือนมกราคม 2569 - วันที่ 30 กันยายน 2569
1.เป็นผู้สูงอายุรายใหม่ และยังไม่เคยลงทะเบียน
2.สัญชาติไทย
3.เป็นผู้มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในปีงบประมาณ 2569 (เกิดตั้งแต่ 2 กันยายน 2509 - 1 กันยายน 2510)
ทั้งนี้ ผู้สูงอายุ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคำขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้ โดยเตรียมเอกสารหลักฐาน ดังนี้
เอกสารที่ต้องเตรียม
1.บัตรประจําตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ ที่มีรูปถ่าย
2.ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน (ที่เป็นปัจจุบัน)
3.สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ในนามผู้มีสิทธิ/ผู้ได้รับมอบอํานาจ จากผู้มีสิทธิ (สําหรับกรณีประสงค์ รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุผ่านธนาคาร)
*ในกรณีผู้สูงอายไม่สามารถมาลงทะเบียนด้วยตนเองได้ สามารถมอบอํานาจเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นคําขอรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแทนได้*
สำหรับสถานที่ลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนได้ที่ สํานักงานเขต หรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุมีภูมิลําเนา
เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ https://www.dop.go.th/ หรือศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) โทร. 1300
ข้อมูลจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ

