ต้นปี 2026 กระแสคำทำนายเก่าแก่กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งในโลกออนไลน์ เมื่อชื่อของบาบา วานก้า หมอดูตาบอดผู้ล่วงลับ ถูกหยิบยกมาเชื่อมโยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็น “วิกฤตการเงินระดับโลก” ที่ถูกอ้างว่าเธอเคยเตือนไว้ล่วงหน้า
ข่าวทองคำ

ข้อมูลที่ถูกแชร์ต่อกันในโซเชียลและเว็บบอร์ดการเงิน ระบุว่า บาบา วานก้า เคยกล่าวถึงช่วงเวลาที่มูลค่าของเงินกระดาษหรือสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลกจะค่อย ๆ เสื่อมค่าลง เมื่อความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินแบบดั้งเดิมเริ่มสั่นคลอน ส่งผลให้ประชาชนและนักลงทุนหันไปถือครองทรัพย์สินที่จับต้องได้จริงและมีมูลค่าในตัวเอง เช่น ทองคำ เงิน และโลหะมีค่าอื่น ๆ เพื่อรักษาความมั่งคั่ง
คำทำนายดังกล่าวถูกมองว่าสอดคล้องกับบรรยากาศเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2025 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 ที่ตลาดโลหะมีค่าผันผวนอย่างหนัก ราคาทองคำและเงินปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก ทำให้ชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า นี่อาจเป็น “สัญญาณเตือน” ตามคำทำนายหรือ
ข่าวทองคำ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านการเงินจำนวนมากมองว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางอัตราดอกเบี้ย ภาระหนี้สาธารณะของหลายประเทศ รวมถึงแรงซื้อสะสมทองคำเป็นทุนสำรองจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยชี้ว่าการนำเหตุการณ์ในตลาดไปเชื่อมโยงกับคำทำนาย อาจเป็นเพียงผลของจิตวิทยาหมู่และกระแสในสื่อสังคมออนไลน์
แม้ความแม่นยำของคำทำนายจะยังเป็นที่ถกเถียง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2026 สินทรัพย์อย่างทองคำและเงินได้กลับมาได้รับความสนใจในฐานะ “หลุมหลบภัย” ทางการเงินอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
นพ.หงหย่งเสียง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ชายคนดังกล่าวเป็นผู้ที่ใส่ใจ สุขภาพอย่างมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดื่มกาแฟดำเป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม เขามองว่ากาแฟจากร้านสะดวกซื้อมีคุณภาพต่ำ ขณะที่ร้าน กาแฟทั่วไปก็มีราคาสูงเกินไป จึงตัดสินใจซื้อเมล็ดกาแฟถุงใหญ่ในช่วงลด ราคามาเก็บไว้ชงเอง แม้จะสังเกตเห็นว่าเมล็ดกาแฟเริ่มเปลี่ยนสีไปบ้าง ก็ยัง เสียดายและไม่ยอมทิ้ง

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยเริ่มพบความผิดปกติ เช่น ปัสสาวะมีฟองมากและ คงอยู่เป็นเวลานาน รวมถึงมีอาการบวมบริเวณข้อเท้า แต่เข้าใจว่าเป็นผลจาก การออกกำลังกายอย่างหนัก จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการหน้ามืดล้มลงขณะ วิ่ง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบว่าค่าการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 10 เข้าข่ายภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวที่พบบ่อยในผู้ป่วยไตวาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเก๊าท์ แพทย์จึงซักประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ สัมผัสสารพิษหรือโลหะหนัก ก่อนจะพบว่าสาเหตุสำคัญมาจากการบริโภค เมล็ดกาแฟที่เปลี่ยนสีและถูกเก็บไว้นานภายในบ้าน

นพ.หงหย่งเสียง อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “การใช้น้ำ ร้อนตัมกาแฟสามารถฆ่าเชื้อได้” แต่ในความเป็นจริง สารพิษโอคราท็อกซิน ต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 280 องศาเซลเซียสจึงจะถูกทำลาย ขณะที่การชง กาแฟทั่วไปมีอุณหภูมิสูงสุดเพียงประมาณ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เพียง พอในการกำจัดสารพิษดังกล่าว พร้อมเตือนว่า “นี่ไม่ใช่การประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการนำสุขภาพไตในช่วงบั้นปลายชีวิตไปเสียง”
แพทย์ยังระบุว่า โอคราท็อกซินได้รับการขนานนามในวงการแพทย์ว่าเป็น “ระเบิดเวลาของไต” จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Toxins พบว่าสารพิษ ชนิดนี้มีแนวโน้มสะสมในไตเป็นพิเศษ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายไตโดยตรง ก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน และทำลายเยื่อกรองของหน่วยไต เปรียบ ได้กับเครื่องกรองน้ำที่ถูกปูนอุดตะแกรงกรองจากภายใน

ขณะเดียวกัน เชื้อราที่ผลิตโอคราท็อกซินสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพ อากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส และ
ความชื้นมากกว่า 18.5% โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสัมพัทธ์เกิน 85% จะยิ่งเพิ่ม
ความเสี่ยงอย่างมาก ข้อมูลจากวารสาร Journal of Toxicology ยังระบุว่า โอคราท็อกซินมีระยะครึ่งชีวิตในร่างกายนานถึง 35-50 วัน ทำให้สารพิษ
สามารถสะสมและตกค้างในไตได้เป็นเวลานาน ไม่สามารถขับออกได้รวดเร็ว เหมือนอาหารเป็นพิษทั่วไป
แพทย์เตือนว่า สารพิษชนิดนี้ทำลายไตผ่านหลายกลไก ได้แก่
กระตุ้นการอักเสบและการเกิดพังผืดในไต ผ่านกระบวนการตายของเซลล์ที่มี การอักเสบสูง
รบกวนการทำงานของเซลล์ไต ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลง เมื่อสะสมเป็นเวลานาน จะนำไปสู่ความเสียหายเรื้อรังและโรคไตที่ลุกลาม อย่างต่อเนื่อง
นพ.หงหย่งเสียง ย้ำว่า อาหารหรือวัตถุดิบที่ขึ้นรา ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ “มีกลิ่น ไม่พึงประสงค์” หรือ “ดูไม่น่ารับประทาน” เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นภัยเงียบที่ ค่อย ๆ ทำลายไตโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่อง ดื่มที่เสื่อมคุณภาพอย่างเด็ดขาด

