ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 รุ่งเช้าวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ได้มีการจัดเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมตัวเดินทางลงจากเขาออกจากพื้นที่ซึ่งจะต้องเดินทางอีกประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อไปลงบริเวณน้ำตกหนานสะตอ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ปรากฏว่า ผู้พลัดหลงได้ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนโดยอ้างว่ารู้จักเส้นทางดีเพราะเคยมาเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางนี้มาแล้ว 3-4 ครั้ง โดยในกลุ่มที่มาด้วยกันได้ทักท้วงและห้ามปรามแล้ว
เมื่อเก็บสัมภาระเสร็จแล้วจึงออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อนกำหนด หลังจากนั้นไม่มีใครพบเห็นผู้พลัดหลงอีกเลย ตั้งแต่วันที่ 1-3 มิ.ย.69 จึงมีวางแผนการตั้งศูนย์อำนวยการค้นหาผู้สูญหาย ในพื้นที่บริเวณน้ำตกหนานสะตอ ม.15 ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โดยมี นายพะเนตร อุทัยรังษี นายอำเภอปะเหลียน เป็นผู้บัญชาการศูนย์ค้นหาผู้สูญหาย รวมทั้งปลัดอำเภอปะเหลียน นายกฯองค์การบริหารส่วนตำบลปะเหลียน สายตรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เจ้าหน้าที่หน่วยฯบ้านตะโหมด กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลปะเหลียน และร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ จัดชุดค้นหา จำนวน 6 ชุด
ผลการค้นหาผู้สูญหายประจำวันที่ 3 มิ ย.69 ปรากฏดังนี้ 1.พบซองเกลือแร่ จำนวน 2 ซอง 2.พบทิชชู่เปียก 3.พบร่องรอยอุจจาระ เวลาที่พบร่องรอย ประมาณ 14.00 น.อยู่เหนือ“น้ำตกโตนเต๊ะ” ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักตลอดทั้งวันทำให้ยากต่อการค้นหาชุดค้นหาจึงกลับมายังศูนย์อำนวยการ จำนวน 5 ชุด และอีก 1 ชุด ค้างคืนในป่า ต่อมา วันที่ 4 มิ ย.69 มีการจัดชุดค้นหา รวมทั้งสิ้นจำนวน 6 ชุด 50 คน โดยแบ่งขึ้นเป็น 2 เส้นทาง ขึ้นทางน้ำตกโตนเต๊ะจำนวน 1 ชุด และขึ้นตามเส้นทางน้ำตกหนานสะตอจำนวน 5 ชุด พร้อมอุปกรณ์เพื่อค้างคืน จำนวน 1 คืน เริ่มออกค้นหาตั้งแต่ เวลา 09.45 น และได้ประสานโดรนจับความร้อนจากกองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง เพื่อมาบินตรวจจับความร้อนค้นหาผู้พลัดหลงอีกทางหนึ่งด้วย จนเวลาประมาณ 15.30 น. ได้รับแจ้งว่าพบผู้พลัดหลงเสียชีวิต บริเวณด้านเหนือของน้ำตกโตนเต๊ะ
สันนิษฐานว่า ผู้ตายเดินลงมาตามน้ำแล้วลื่นไถลพลัดตกลงมา เจ้าหน้าที่ได้ใช้เชือกผูกร่างผู้เสียชีวิตไว้เพื่อไม่ให้ไหลลื่นลงมาตามน้ำ โดยจัดทีมเจ้าหน้าที่พร้อมหน่วยกู้ภัยขึ้นไปนำศพลงมาได้แล้ว เมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 4 มิถุนายน 2569 และนำไปเก็บที่ รพ.ปะเหลียน เพื่อส่งไปชันสูตรศพที่ รพ.มอ. หาดใหญ่
ขณะนี้ผลชันสูตรเบื้องต้นปรากฏว่า ตกหน้าผากระทบโขดหิน ฟกช้ำบริเวณใบหน้า คอหัก จมน้ำมีน้ำปริมาณมากในปอด ทำให้เสียชีวิต
ความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ในพื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ล่าสุด พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักของน้อง ภายในหมู่บ้านทิโคร่ง หมู่ 4 ต.ปรังเผล เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด

ยิ่งสลด หลังรู้ สาเหตุแท้จริง ที่ “พี่สาว” กระทำกับ “น้ององุ่น”
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องหลายปาก ตลอดระยะเวลากว่า 5 วันนับจากวันที่พบร่างของน้ององุ่น ในที่สุดสามารถคลี่คลายปมคดีและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้สำเร็จ
จากแนวทางการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุคือญาติใกล้ชิดภายในครอบครัว ได้แก่ น้าชายวัย 17 ปี และพี่สาววัย 13 ปี โดยมีการนำร่างของน้องไปซ่อนภายในตู้เสื้อผ้าเพื่ออำพรางเหตุ ก่อนเคลื่อนย้ายใส่กระสอบและนำไปทิ้งไว้บริเวณกอไผ่ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เจ้าหน้าที่เข้าพบศพในเวลาต่อมา
โดย เด็กหญิงวัย13 พี่สาว ได้มีการอ้างว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ตนและน้ององุ่น ได้เกิดมีปากเสียงทะเลาะกันที่บ้าน จนตนได้พลั้งมือใช้มืออุดปากอุดจมูกของน้ององุ่นจนเสียชีวิต

