วันที่ 11 มิถุนายน 2569 กองทัพเรือออกมาชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวจากฝั่งกัมพูชาบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งระบุว่ามีเรือขนส่งสินค้าไทยเข้าเทียบท่าที่จังหวัดพระสีหนุ โดยยืนยันว่า ภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าได้ยกระดับมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าควบคุมที่อาจถูกนำไปสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เรือที่ปรากฏในข่าวเป็นเรือบรรทุกน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากจังหวัดชลบุรีตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการสำแดงเอกสารว่ามีปลายทางไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังกลับตรวจพบพฤติการณ์ลักลอบนำสินค้าเข้าไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นกรณีที่หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง
โฆษกกองทัพเรือระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมมีคำสั่งควบคุมพื้นที่ชายแดน น่านน้ำ และประเภทสินค้าควบคุมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางทะเลในทันที
สำหรับสินค้าควบคุมตามประกาศดังกล่าว ครอบคลุม 5 กลุ่มหลัก รวมมากกว่า 50 รายการ ได้แก่ เชื้อเพลิง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยี โดรนและระบบต่อต้านโดรน ตลอดจนสารเคมีตั้งต้นต่าง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย อาทิ ธุรกิจพนันออนไลน์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์
ทั้งนี้ กองทัพเรือยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าทุกลำอย่างเข้มงวดต่อไป เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง
(11 มิ.ย.69) ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำ อทย. 109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่ 1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา ที่ 2 นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือนุ คนสนิททนายตั้มที่ 3 น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือสา แฟนสาวนายนุ ที่ 4 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ พี่สาวภรรยาทนายตั้ม ที่ 5 น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล พนักงานโชว์รูมรถยนต์ ที่ 6 และ น.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ – พนักงานโชว์รูมรถยนต์ ที่ 7 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ
โดยได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร ผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหนรวมกว่า 100 ล้านบาทเพื่อให้ลงทุนทำหวยออนไลน์

โดยศาลอาญาลงความผิดฐานฉ้อโกงฯ 4 ปี 6 เดือน และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯอีก 1ปี 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 72 .5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย
ด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เปิดเผยก่อนเข้ารับฟังคำพิพากษาคดีที่ น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” กล่าวหา นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” และพวกร่วมกันกระทำความผิดว่า เบื้องต้นฝ่ายผู้เสียหายน้อมรับคำพิพากษาของศาลไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งพนักงานอัยการ ทีมทนายความ และผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 1 ปี เพื่อติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างใช้สิทธิต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตามกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นในวันนี้จึงต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลก่อน จึงจะสามารถประเมินผลและกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ โดยยังไม่ต้องการแสดงความเห็นล่วงหน้าถึงผลคดี
“เราทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ในส่วนของฝ่ายโจทก์ก็เชื่อว่าได้ทำดีที่สุด ส่วนฝ่ายจำเลยก็คงเชื่อว่าตนเองได้ต่อสู้อย่างเต็มที่เช่นกัน สุดท้ายคำพิพากษาของศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีนี้” นายปานเทพ กล่าว

