ใจสลายทั้งบ้าน ลูกสาว 3 ขวบ เล่นกับพ่อบนเตียง จู่ๆ อาเจียนหนัก ถึงมือหมอ “สายเกินไป” ตรวจศพถึงรู้มีอะไรติดคอ
เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มักมีนิสัยชอบเอาของเข้าปาก ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ถืออยู่ในมือ สามารถ “เข้าใจผิด” คิดว่าเป็นอาหารได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเอาเข้าปากเพื่อเคี้ยวและกลืนทันที ซึ่งทำให้จึงเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตมาแล้วมากมาย
ยกตัวอย่างกรณีเด็กหญิงวัย 3 ขวบในเมืองหางโจว ประเทศจีน ที่สร้างความตื่นตระหนกในบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากการเสียชีวิตอย่างน่าสลด เหตุเกิดในระหว่างที่คุณแม่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว ส่วนลูกสาวตัวน้อยๆ อยู่ในห้องนอนกับผู้เป็นพ่อ แต่แล้วพ่อที่ควรจะดูแลลูกเล็กอย่างใกล้ชิด กลับผล็อยหลับไป เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ได้พรากชีวิตลูกสาวไปตลอดกาล
ในระหว่างที่พ่อนอนหลับนั้นเอง ลูกสาวได้เล่นและ “กิน” อย่างมีความสุข แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ใบหน้าของของเด็กน้อยก็เปลี่ยนเป็นสีแดง การหายใจของเธอก็เร็วขึ้น จากนั้นเธอก็อาเจียนออกมาอย่างรุนแรง เมื่อได้ยินเสียงดังลูกสาวผู้เป็นพ่อก็ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ และยิ่งตื่นตระหนกเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า ในเวลานี้ผู้เป็นแม่ก็รีบเข้าไปในห้องเพื่อตรวจสอบสถานการณ์เช่นกัน
ทั้งคู่รีบพาลูกสาวไปโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว แพทย์และพยาบาลหลายคนพยายามช่วยชีวิตอย่างถึงที่สุด แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่า “สายเกินไป” ปาฏิหาริย์ไม่เกิดขึ้น หัวใจของเด็กน้อยหยุดเต้นแล้ว หลังจากนั้นแพทย์ทำการตรวจอย่างละเอียด พบว่ามี “ลูกอม” ทรงกลมและแข็งติดอยู่ในทางเดินหายใจ ทำให้เด็กหายใจไม่ออก และนี่คือสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้
เมื่อรู้ความจริงที่ทำให้ลูกสาวต้องจากไปตลอดกาล ผู้เป็นแม่จึงตบสามีด้วยความโกรธ และทรุดตัวลงร้องไห้อย่างเจ็บปวดในโถงทางเดินของโรงพยาบาล ผู้เป็นพ่อก็หลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจเช่นเดียวกัน เพียงเพราะช่วงเวลาแห่งความประมาทเลินเล่อของเขา จึงทำให้ลูกสาวที่น่ารักต้องจากครอบครัวไปไม่มีวันกลับมา
เรื่องราวนี้สั่นสะเทือนโซเชียลเน็ตเวิร์กของจีน สร้างความตื่นตัวให้กับผู้ปกครองหลายคน ที่จริงแล้วอุบัติเหตุที่เด็กกลืนอาหารหรือวัตถุแข็งๆ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งในวัยนี้หลอดลมของเด็กมีขนาดเล็กมาก หากวัตถุขนาดใหญ่หรือยาวเข้าไปในปากหรือจมูกก็อาจทำให้หายใจไม่ออกได้ง่าย
“ได้ยินมาว่าการดื่มนมถั่วเหลืองดีต่อตับ เลยบอกให้ลูกสาวซื้อถั่วเหลืองมาทำนมดื่มทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดี เธอยังเชื่อฟังมากและยังคงนิสัยชอบดื่มนมถั่วเหลืองมาเป็นเวลาสองปีแล้ว” แม่ของหญิงสาวเล่า

อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมาหญิงสาวเริ่มรู้สึกเหนื่อยและเซื่องซึมกว่าปกติ มักมีอาการท้องเสียบ่อยครั้ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะเครียดเกินไป ทำให้รู้สึกเหนื่อยและมีปัญหาทางเดินอาหาร จึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน อาการท้องร่วงก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีอาการปวดท้องรุนแรงอีกด้วย เมื่อเห็นว่าสุขภาพย่ำแย่จึงขอให้เพื่อนร่วมชั้นพาเธอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล

นิสัยที่เป็นพิษต่อร่างกาย ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ
เมื่อตรวจประวัติการรักษาของหญิงสาว แพทย์พบว่ามักจะซื้อถั่วเหลืองมาต้มเป็นนมดื่มเอง และเพื่อประหยัดเงินจึงมักจะซื้อถั่วเหลืองมาครั้งละจำนวนมาก และเก็บใส่ถุงไว้นานหลายเดือน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเก็บรักษาไม่ดี ถั่วเหลืองจึงเริ่มขึ้นราหลังจากผ่านไป 1 เดือน แต่เพราะกำลังประหยัดเงินจึงไม่ทิ้งมันไป แต่นำมาล้างส่วนที่ขึ้นราแล้วใช้ต่อ

แพทย์อธิบายว่าถั่วเหลืองที่ขึ้นราจะก่อให้เกิดแบคทีเรียและสารพิษจำนวนมาก รวมถึงเชื้อราอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นพิษอย่างยิ่งต่อร่างกาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้ระบุให้เป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย
ตามเอกสารการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เชื้อราอะฟลาทอกซินมีความเสถียรต่อความร้อนสูง แม้ว่าการปรุงอาหารที่อุณหภูมิสูงจะทำลายสปอร์ของเชื้อรา แต่สารพิษของพวกมันก็ไม่สามารถทำลายได้จนหมดสิ้น ดังนั้น การทานอาหารที่มีเชื้อราอาจทำให้อะฟลาทอกซินเข้าสู่ร่างกายได้ หากภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดพิษเรื้อรัง ทำลายเซลล์ตับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ


