เตือนภัย! อาหาร 3 ประเภท ที่ไม่ควรนำไปใส่ใน “หม้อทอดไร้น้ำมัน” ทั้งเสียรสชาติ–ก่อมะเร็ง–อันตรายถึงขั้นระเบิด
หม้อทอดไร้น้ำมัน กำลังกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยมในครัวเรือนปัจจุบัน ด้วยจุดเด่นที่สามารถทำให้อาหารกรอบอร่อยโดยไม่ต้องใช้น้ำมันมากๆ อย่างไรก็ตาม หากใช้งานผิดวิธี หรือเลือกใช้กับอาหารที่ไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงได้เช่นเดียวกัน ไม่เพียงแต่อาหารจะไม่อร่อยเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง และแม้กระทั่งเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้หรือระเบิดได้
อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ SOHA ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า มีอาหารบางประเภทที่ “ห้ามเด็ดขาด” สำหรับการใช้งานหม้อทอดไร้น้ำมัน
1. ผักใบอ่อน
ผักใบอ่อน เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ผักโขม ฯลฯ ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน เนื่องจากผักเหล่านี้มีเนื้อสัมผัสบางเบา เมื่อเจอกับลมร้อนความเร็วสูงภายในหม้อ อาจทำให้ใบผักปลิวไปติดกับส่วนทำความร้อนจนไหม้ ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ มีรสขม และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ อาจเกิดสาร “พีเอเอช” (PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ที่มักเกิดขึ้นเมื่ออาหารไหม้เกรียมที่อุณหภูมิสูง
นอกจากนี้ ความร้อนสูงยังทำลายคุณค่าทางโภชนาการของผัก และทำให้เนื้อสัมผัสแข็งกระด้าง ไม่น่ารับประทาน รสชาติไม่อร่อย ทางที่ดีควรเปลี่ยนมานึ่ง หรือนำไปผัดแทน เพื่อรักษาทั้งรสชาติ สีของอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ
2. อาหารที่มีซอสหรือของเหลวมาก
อาหารที่มีน้ำซอส เช่น ปลาทอดราดซอส, ซี่โครงหมูอบเปรี้ยวหวาน, ไก่สามรส ฯลฯ ไม่ควรนำเข้าหม้อทอดไร้น้ำมัน เนื่องจากลมร้อนแรงสามารถทำให้ซอสกระเด็นไปทั่วหม้อ ซึ่งนอกจากจะเลอะเทอะแล้ว ยังอาจทำลายผิวเคลือบกันติดของหม้อได้ ส่งผลให้เครื่องพังเร็ว และในบางกรณีอาจเกิดควัน หรือไฟลุกไหม้ได้
อีกทั้งน้ำซอสมักมีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งเมื่อเจอกับความร้อนสูงจะไหม้กลายเป็นสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงของโรคมะเร็ง หากรับประทานสะสมในระยะยาว ที่สำคัญการที่ซอสถูกทำให้แห้งจนเกินไปยังทำให้เนื้ออาหารแข็ง แห้ง และเสียรสชาติอีกด้วย จึงควรเลือกใช้วิธีปรุงแบบดั้งเดิม เช่น ตุ๋น, เคี่ยว หรือผัดบนเตาแทน
3. อาหารแช่แข็งที่ยังไม่ละลายน้ำแข็ง
หลายคนมีพฤติกรรมนำอาหารออกจากช่องแช่แข็ง แล้วใส่หม้อทอดไร้น้ำมันทันทีโดยไม่ละลายน้ำแข็งก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้อาหารสุกไม่ทั่วถึง ด้านนอกดูเหมือนสุกแล้ว แต่ความจริงภายในยังดิบอยู่ เสี่ยงต่อการเกิดแบคทีเรีย และเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
ยิ่งไปกว่านั้น น้ำแข็งที่ละลายจากอาหารอาจไหลซึมลงสู่ส่วนทำความร้อนด้านล่างของหม้อ อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือทำให้แผงวงจรเสียหาย โดยเฉพาะหากเป็นหม้อทอดที่ราคาถูก หรือไม่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ดังนั้น ก่อนนำอาหารแช่แข็งไปปรุงในหม้อทอดไร้น้ำมัน ควรแน่ใจว่าได้ทำการละลายน้ำแข็งอย่างถูกวิธีเสียก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว “หม้อทอดไร้น้ำมัน” แม้จะสะดวกและดีต่อสุขภาพ แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง และเลือกอาหารที่เหมาะสม การใช้ผิดวิธีอาจนำไปสู่ปัญหาทั้งต่อสุขภาพ และความปลอดภัยภายในบ้าน ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของเราได้ โปรดจำไว้ว่า อย่ามองข้ามข้อควรระวังเล็กๆ เหล่านี้ เพราะอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว
นพ.หงหย่งเสียง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ชายคนดังกล่าวเป็นผู้ที่ใส่ใจ สุขภาพอย่างมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดื่มกาแฟดำเป็นประจำทุกวัน อย่างไรก็ตาม เขามองว่ากาแฟจากร้านสะดวกซื้อมีคุณภาพต่ำ ขณะที่ร้าน กาแฟทั่วไปก็มีราคาสูงเกินไป จึงตัดสินใจซื้อเมล็ดกาแฟถุงใหญ่ในช่วงลด ราคามาเก็บไว้ชงเอง แม้จะสังเกตเห็นว่าเมล็ดกาแฟเริ่มเปลี่ยนสีไปบ้าง ก็ยัง เสียดายและไม่ยอมทิ้ง

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยเริ่มพบความผิดปกติ เช่น ปัสสาวะมีฟองมากและ คงอยู่เป็นเวลานาน รวมถึงมีอาการบวมบริเวณข้อเท้า แต่เข้าใจว่าเป็นผลจาก การออกกำลังกายอย่างหนัก จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดอาการหน้ามืดล้มลงขณะ วิ่ง และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบว่าค่าการกรองของไต (eGFR) ลดลงต่ำกว่า 10 เข้าข่ายภาวะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัวที่พบบ่อยในผู้ป่วยไตวาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเก๊าท์ แพทย์จึงซักประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ สัมผัสสารพิษหรือโลหะหนัก ก่อนจะพบว่าสาเหตุสำคัญมาจากการบริโภค เมล็ดกาแฟที่เปลี่ยนสีและถูกเก็บไว้นานภายในบ้าน

นพ.หงหย่งเสียง อธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “การใช้น้ำ ร้อนตัมกาแฟสามารถฆ่าเชื้อได้” แต่ในความเป็นจริง สารพิษโอคราท็อกซิน ต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 280 องศาเซลเซียสจึงจะถูกทำลาย ขณะที่การชง กาแฟทั่วไปมีอุณหภูมิสูงสุดเพียงประมาณ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เพียง พอในการกำจัดสารพิษดังกล่าว พร้อมเตือนว่า “นี่ไม่ใช่การประหยัดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการนำสุขภาพไตในช่วงบั้นปลายชีวิตไปเสียง”
แพทย์ยังระบุว่า โอคราท็อกซินได้รับการขนานนามในวงการแพทย์ว่าเป็น “ระเบิดเวลาของไต” จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Toxins พบว่าสารพิษ ชนิดนี้มีแนวโน้มสะสมในไตเป็นพิเศษ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายไตโดยตรง ก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน และทำลายเยื่อกรองของหน่วยไต เปรียบ ได้กับเครื่องกรองน้ำที่ถูกปูนอุดตะแกรงกรองจากภายใน

ขณะเดียวกัน เชื้อราที่ผลิตโอคราท็อกซินสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพ อากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 25 องศาเซลเซียส และ
ความชื้นมากกว่า 18.5% โดยเฉพาะเมื่อความชื้นสัมพัทธ์เกิน 85% จะยิ่งเพิ่ม
ความเสี่ยงอย่างมาก ข้อมูลจากวารสาร Journal of Toxicology ยังระบุว่า โอคราท็อกซินมีระยะครึ่งชีวิตในร่างกายนานถึง 35-50 วัน ทำให้สารพิษ
สามารถสะสมและตกค้างในไตได้เป็นเวลานาน ไม่สามารถขับออกได้รวดเร็ว เหมือนอาหารเป็นพิษทั่วไป
แพทย์เตือนว่า สารพิษชนิดนี้ทำลายไตผ่านหลายกลไก ได้แก่
กระตุ้นการอักเสบและการเกิดพังผืดในไต ผ่านกระบวนการตายของเซลล์ที่มี การอักเสบสูง
รบกวนการทำงานของเซลล์ไต ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของเสียลดลง เมื่อสะสมเป็นเวลานาน จะนำไปสู่ความเสียหายเรื้อรังและโรคไตที่ลุกลาม อย่างต่อเนื่อง
นพ.หงหย่งเสียง ย้ำว่า อาหารหรือวัตถุดิบที่ขึ้นรา ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ “มีกลิ่น ไม่พึงประสงค์” หรือ “ดูไม่น่ารับประทาน” เท่านั้น แต่ยังอาจเป็นภัยเงียบที่ ค่อย ๆ ทำลายไตโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่อง ดื่มที่เสื่อมคุณภาพอย่างเด็ดขาด

