
ปีนักษัตรแรกที่ควรระวังคือ ปีมะเส็ง (งู) ผู้ที่เกิดปีนี้มักมีลักษณะเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว และชอบตัดสินใจเรื่องการเงินอย่างฉับไว หากนำต้นกวักมรกตมาปลูกไว้ในบ้าน อาจทำให้พลังงานของธาตุไม้ไปกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว บางครั้งอาจตัดสินใจลงทุนหรือใช้เงินโดยไม่วางแผน จนเสี่ยงต่อการเกิดหนี้สินสะสมได้ง่าย ดังนั้นผู้ที่เกิดปีมะเส็งควรระมัดระวัง และหากต้องการปลูกต้นไม้ ควรเลือกชนิดที่ให้พลังงานสมดุลมากกว่า

ปีนักษัตรที่สองคือ ปีขาล (เสือ) คนปีขาลมีนิสัยกล้าหาญ ชอบความท้าทาย และมักไม่กลัวความเสี่ยงในเรื่องการเงิน เมื่อพลังของต้นกวักมรกตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการดึงดูดเงินทองเข้ามาอยู่ในบ้าน อาจทำให้เจ้าของบ้านมีความทะเยอทะยานมากขึ้น จนเกิดการลงทุนหรือขยายธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงมากพอ ส่งผลให้เงินหมุนไม่ทันและกลายเป็นภาระหนี้สินในภายหลัง
ปีนักษัตรที่สามคือ ปีวอก (ลิง) ผู้ที่เกิดปีวอกมักมีไหวพริบดี ฉลาด และมีความสามารถในการหาเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีความอยากลองสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ การปลูกต้นกวักมรกตอาจกระตุ้นพลังของการเคลื่อนไหวทางการเงินมากเกินไป ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินอย่างรวดเร็ว ทั้งรายรับและรายจ่าย ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดี ก็อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินโดยไม่ตั้งใจ

ปีนักษัตรสุดท้ายคือ ปีกุน (หมู) คนปีกุนมักเป็นคนใจดี ใจกว้าง และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ นิสัยเช่นนี้ทำให้บางครั้งไม่ทันระวังเรื่องการเงิน เมื่อปลูกต้นกวักมรกตซึ่งมีความเชื่อว่าเรียกทรัพย์ อาจทำให้มีคนเข้ามาขอยืมเงินหรือขอความช่วยเหลือมากขึ้น หากเจ้าของบ้านปฏิเสธไม่เป็น ก็อาจทำให้เงินไหลออกมากกว่าที่ควร และสุดท้ายกลายเป็นภาระทางการเงินได้
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยและปีนักษัตรเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการเสริมพลังชีวิตเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การใช้จ่ายอย่างมีสติ และการบริหารรายรับรายจ่ายให้สมดุล หากสามารถทำได้ แม้จะปลูกต้นกวักมรกตหรือไม่ก็ตาม ก็ยังสามารถสร้างความมั่นคงทางการเงินและความสบายใจในชีวิตได้อย่างแท้จริง
แม้ขิงจะมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีประโยชน์หลายด้าน แต่ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะกับการกินขิงมากๆ โดยเฉพาะหากกินต่อเนื่องทุกวันในปริมาณสูง
ขิงมีฤทธิ์ร้อน หากกินตอนท้องว่าง หรือกินมากเกินไป อาจทำให้บางคนมีอาการแสบท้อง จุกเสียด หรือกรดไหลย้อน
อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วในบางคน
เสี่ยงเลือดออกง่ายขึ้น
ขิงมีฤทธิ์ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ซึ่งอาจส่งผลต่อคนที่กินยาละลายลิ่มเลือด หรือผู้ที่กำลังจะผ่าตัด
อาจกระทบระดับน้ำตาลและความดัน
แม้บางงานวิจัยพบว่าขิงอาจช่วยเรื่องน้ำตาลและความดัน แต่หากกินร่วมกับยาประจำตัว อาจทำให้ระดับน้ำตาลหรือความดันลดลงมากเกินไปในบางคน
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ควรระวังการกินขิงเข้มข้นต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์

• คนเป็นโรคกระเพาะ
• ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี
อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่า “ขิงไม่ใช่อาหารอันตราย” หากกินในปริมาณเหมาะสม เพราะยังมีประโยชน์หลายด้าน เช่น ช่วยขับลม ลดอาการคลื่นไส้ และช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเชื่อว่า “ของธรรมชาติยิ่งกินเยอะยิ่งดี” เพราะแม้แต่สมุนไพรที่ดูปลอดภัย หากกินผิดวิธี ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้เช่นกัน


