“หมอเจด” ยกเคสนักร้องดัง “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ตรวจพบเชื้อ HPV คืออะไร อันตรายแค่ไหน แนะวิธีลดความเสี่ยง!
จากกรณีที่นักร้องดัง เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หรือ เจนนี่ รัชนก สุวรรณเกตุ ได้ออกมาเปิดใจปัญหาสุขภาพที่ต้องเฝ้าระวังมาตลอด 4 ปี หลังตรวจพบเชื้อ HPV ซึ่งเป็นเชื้อที่มีความเสี่ยงพัฒนาไปสู่มะเร็งปากมดลูกในอนาคต

หมอ ยกเคส เจนนี่ รัชนก ตรวจพบเชื้อ HPV คืออะไร แนะวิธีลดความเสี่ยง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางด้าน หมอเจด นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพ ยกเคส เจนนี่ รัชนก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเชื้อ HPV โดยระบุว่า
ปัจจุบันเราเชื่อว่า HPV เป็นเชื้อไวรัสหนึ่งตัว ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องของมะเร็งปากมดลูก เเละจากการศึกษาพบว่า 99.5% ของมะเร็งปากมดลูก มีต้นกำเนิดที่มาจากการติดเชื้อที่ชื่อว่า HPV ซึ่งเชื้อนี้ก็มีหลายสายพันธุ์ เเต่ที่รุนเเรงที่สุดก็คือสายพันธุ์ที่ 16 เเละ 18 ซึ่งถ้า 2 ตัวเองรวมกันเเล้วจะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเกือบ 75 %

หมอ ยกเคส เจนนี่ รัชนก ตรวจพบเชื้อ HPV คืออะไร แนะวิธีลดความเสี่ยง
และมีอีก 2 สายพันธุ์ที่ทำให้เป็นหูดหงอนไก่ บริเวณก้นของผู้หญิงซึ่งก็คือตัวที่ 6 กับ 11 นั่นเอง เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเชื้อ HPV เป็นเเค่ไวรัส เเต่ไม่ใช่เชื้อมะเร็ง เเต่เราก็สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งไทยโชคดีมากที่ให้เด็กหญิงอายุ 11 ปี (นักเรียน ป.5) ฉีดฟรีทั่วประเทศ

หมอ ยกเคส เจนนี่ รัชนก ตรวจพบเชื้อ HPV คืออะไร แนะวิธีลดความเสี่ยง
ทีนี้มีคำถามว่าเเล้วถ้าฉีดวัคซีนเเล้ว เราต้องตรวจ HPV มั้ย มีโอกาสติดเชื้อตัวนี้หรือเปล่า? ซึ่ง หมอเจด บอกว่าเรามีความจำเป็นต้องตรวจว่ามีความเสี่ยงหรือเปล่า โดยเฉพาะคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือว่าถ้าเรามีลูกเเล้ว อันนี้ควรไปตรวจ เเละถ้าใครที่อายุเกิน 65 ปี ถ้าก่อนหน้านี้ตรวจเเล้วไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องตรวจเเล้ว

หมอ ยกเคส เจนนี่ รัชนก ตรวจพบเชื้อ HPV คืออะไร แนะวิธีลดความเสี่ยง
วิธีลดความเสี่ยง HPV
1. ฉีดวัคซีนป้องกัน
2. ดูเเลสุขภาพของตัวเองให้ดี ง่ายๆก็คือ กินดี , นอนหลับให้พอ, ออกกำลังกาย , ลดความเครียด
3. เลิกสูบบุหรี่ ซึ่งอันนี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้
หมอเจด ยังย้ำว่า การที่ติดเชื้อ HPV ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นมะเร็ง แปลว่าคุณเป็นการติดเชื้อไวรัส ถึงแม้ว่าคุณจะทำการรักษาไปแล้ว คุณอาจจะมีเชื้อไวรัสที่อยู่ในช่องคลอดของคุณ ข้อสำคัญคือการติดตามอาการของตัวเองต่อเนื่อง
ระวังไว้ดีกว่า เมื่อร่างกายมีอาการคันที่ 2 ส่วนนี้ อาจเป็นสัญญาณของ “มะเร็งตับ” ไม่ใช่อาการแพ้อย่างที่เข้าใจ!
เมื่อรู้สึกคันหลายคนมักนึกถึงอาการแพ้ แต่บางครั้งอาการคันก็อาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการคันที่ 2 ส่วนนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “มะเร็งตับ”
ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย เปลี่ยนแปลงยา ประมวลผลสารอาหาร และผลิตโปรตีนและสารเคมีที่สำคัญต่อสุขภาพ ดังนั้นตับจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย ซึ่งหากความเสียหายที่เกิดขึ้นในตับไม่ได้รับการตรวจพบและรักษา ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับได้
มะเร็งตับ เป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก ผู้ป่วยหลายรายจะไม่มีอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น และมักไม่ได้รับการตรวจพบจนกระทั่งเป็นระยะที่ล่าช้า ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น ดังนั้น การตรวจพบสัญญาณของมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นและการดูแลตับเมื่อมีปัญหา จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันมะเร็งตับ
อาการคันที่ 2 ส่วนนี้อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับ
อาการคันที่ผิวหนัง
อาการคันที่ผิวหนังเป็นอาการทั่วไปของการแพ้หรือปัญหาผิวหนังต่างๆ เช่น ผื่นผิวหนัง หรือภูมิแพ้ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาการคันที่ผิวหนังอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งตับ ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการการเปลี่ยนแปลงของน้ำดีที่ถูกรบกวนเมื่อเกิดปัญหากับตับ ทำให้สารน้ำดีสะสมในร่างกายมากเกินไป และเมื่อสารน้ำดีเข้าไปในเลือดจะทำให้เกิดการระคายเคืองและคันที่ผิวหนัง
นอกจากอาการคันแล้ว มะเร็งตับอาจทำให้เกิดผื่นและความเสียหายที่ผิวหนังหลายรูปแบบ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สารพิษสะสมและทำให้เกิดการระคายเคืองผิว ผู้ป่วยอาจพบผื่นแดง คัน หรือมีแผลที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์
อาการคันที่ดวงตา
หากรู้สึกคันที่ดวงตาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ได้ลองทุกวิธีเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ควรระวังเรื่องมะเร็งตับด้วยเช่นเดียวกัน บางคนเชื่อว่าเมื่อเป็นมะเร็งตับ ดวงตามักจะขาดเลือดส่งผลให้ตาแห้งและคัน แต่โดยทั่วไปแล้วในกรณีของมะเร็งตับ อาการคันที่ผิวหนังจะพบได้บ่อยกว่าคันที่ดวงตา

**คำเตือน: แม้ว่าทั้งสองอาการนี้อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับ แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะอาการคันที่ผิวหนังและดวงตายังเป็นอาการของปัญหาสุขภาพอื่นๆ ด้วย สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณผิดปกติในร่างกาย และควรไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคร้ายต่างๆ
อาการอื่นๆ ของมะเร็งตับ
นอกเหนือจากอาการคัน มะเร็งตับอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ที่สำคัญ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อมะเร็งได้พัฒนา หรือเมื่อมะเร็งมีความรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการรักษา ได้แก่
อ่อนเพลียและเหนื่อยล้า
ปวดท้อง
ท้องบวมจากการสะสมของของเหลว (ท้องมาน)
ปวดที่ไหล่ขวา
เบื่ออาหารและรู้สึกคลื่นไส้
น้ำหนักลด
ผิวหนังและตาเหลือง (ดีซ่าน)
อุจจาระซีด
มีไข้
วิธีปกป้องและป้องกันมะเร็งตับ
นอกจากการสังเกตอาการแล้ว การปกป้องตับและการป้องกันมะเร็งตับก็เป็นสิ่งที่หลายคนสนใจ โดยการดูแลตับสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ, หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์, ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและซี, บริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และควบคุมการใช้ยา โดยควรใช้ยาและอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อการทำงานของตับ


